Rule 9 : รักน้องต้องพาเที่ยว
 

                ตอนนี้ไอ้พี่ลันที่ได้ชื่อว่าดุโคตรกำลังซบไหล่ผมอยู่ครับ  เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะกลัวน่ะสิ  แกครางเสียงต่ำอยู่ที่ข้างหูเพราะกลัวเนื่องจากผีเริ่มออกมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเจือความตลกขบขันเอาไว้แต่มันก็ยังน่ากลัวอยู่ดี(สำหรับพี่ลัน)  นอกจากหน้าแกจะซบอยู่ที่ไหล่ผมแล้วแขนแกยังกอดผมเอาไว้แน่นจนอึดอัด  ผมเปลี่ยนเรื่องดีไหมครับ?  แต่อยู่แบบนี้มันก็รู้สึกดีแปลกๆ แฮะ -///-

                ยิ่งผีที่น่ากลัวออกมามากแค่ไหนเอวของผมก็ยิ่งถูกแขนไอ้พี่ลันรั้งเข้าไปหาตัวจนตอนนี้ผมแทบจะนั่งอยู่บนตักของไอ้พี่ลันแล้วครับ  แต่ว่านะ...ผมว่าห้องนี้มันก็หนาวอยู่นะแต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันร้อนล่ะ  ร้อนจนอยากจะระเบิดเลยทีเดียว >///<

                “พี่เตี้ย...ผมอึดอัดนะ” ผมบอกเมื่อรู้สึกทนไม่ได้  มันจะระเบิดแล้วครับ  หน้าผมมันร้อนจนจะระเบิดแล้วครับผม!!

                “เอ๊ะ?” ไอ้พี่ลันที่เหมือนจะรู้สึกตัวว่าใช้ผมแทนหมอนข้างผละหน้าออกไปแต่แขนยังคงกอดผมอยู่ 

                ท่ามกลางเสียงโหยหวนจากลำโพง  ผมกับไอ้พี่ลันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกันเหมือนกับว่าเสียงจากลำโพงนั้นไม่ได้แทรกเข้ามาในโสตประสาทของพวกเราเลย  หน้าของพวกเราห่างกันเพียงคืบจนลมหายใจของแต่ละคนปะทะกัน  มือเย็นๆ ที่กอดผมไว้เมื่อครู่ค่อยๆ รั้งร่างของผมให้เข้าไปใกล้ทำให้หน้าของเราใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

                ผมหลับตาลงเมื่อรับรู้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดจมูก  ริมฝีปากค่อยๆ สัมผัสถึงความนุ่มนวลอ่อนหวาน   ผมเผยอปากขึ้นเล็กน้อยเหมือนที่พี่ลันเคยสอนก่อนความหวานจะค่อยๆ ซึมสู่ปลายลิ้น  มือหนากดกระชับร่างกายให้แนบติดกันรับรู้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นของอีกฝ่าย  ริมฝีปากของคนตรงหน้าค่อยๆ ละเลียดและกลืนกินตัวตนของผมอย่างช้าๆ จนผมไม่อาจจะควบคุมความรู้สึก  ห้องที่มืดสนิทกับเสียงแห่งความหวาดกลัวยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้อ่อนไหวมากยิ่งขึ้น

                “พะ...พี่ลัน?” ผมยกแขนขึ้นดันอกพี่ลันเอาไว้เมื่อแกเอนตัวลงมากดผมลงกับโซฟา

                “ฉันอยากจะรู้...ว่าเมื่อคืนฉันรู้สึกอย่างไร” ไอ้พี่ลันพูดเสียงต่ำ  ทั้งๆ ที่เป็นน้ำเสียงปกติที่พี่แกมักจะพูดแต่ตอนนี้สำหรับผมน้ำเสียงนั้นช่างยั่วยวนเสียเหลือเกิน

                “ตะ...แต่ว่าผม...” ก่อนที่ผมจะได้ขัด  คำพูดของผมก็ถูกกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อพี่ลันกดปากลงมาจูบอีกครั้ง  ซวยแล้ว...ผมซวยแล้วจริงๆ  ทั้งๆ ที่ยังไม่หายเจ็บเลยแท้ๆ แต่ผมต้องมาเจ็บซ้ำอีกอย่างนั้นหรือ  สงสารกันหน่อยเถอะพี่ลัน  คนระบมน่ะมันผมนะ

                พี่ลันจูบที่ริมฝีปากผมเบาๆ ก่อนจะพรมจูบที่ใบหน้าและเลื่อนลงมาที่คอ  ผมสะดุ้งเมื่อคอถูกขบเม้มและดูดอย่างแรงจนแสบสะท้าน  สันจมูกโด่งซุกไซ้และสูดดมกลิ่นกายเข้าปอดก่อนมือเย็นๆ ที่สอดเข้ามาในเสื้อช็อปตัวเดิมที่ผมใส่ตั้งแต่เมื่อวาน

                แต่ขณะที่ผมกำลังปล่อยตัวปล่อยใจไม่สนใจความเจ็บระบมของร่างกายเสียงกริ่งก็ดังขึ้น  ตอนแรกพี่ลันแกไม่สนใจยังดำเนินงานต่อแต่ผมสนใจจึงรีบตีอกพี่แกเพื่อเตือนให้แกไปดูว่าใครมาหา

                “โคตรแม่ง!” ไอ้พี่ลันลุกออกจากตัวผมก่อนจะสบถอย่างเจ็บใจ  แกดึงผมให้ลุกขึ้นนั่งและจัดเสื้อให้ดีๆ ก่อนจะเดินไปที่หน้าประตู

                เกือบแล้ว...เกือบเสียเอกราชอีกครั้งแล้วกู  ทั้งๆ ที่โล่งอกแต่ตอนนี้หัวใจผมกลับเต้นระรัวเร็วอย่างตื่นเต้น  แต่การที่ถูกขัดแบบนี้อารมณ์ผมที่กำลังพุ่งปรี๊ดๆ ก็ลดพรวดๆ ลงเหมือนกันซึ่งไอ้พี่ลันก็คงไม่ต่างเพราะพี่แกลุกไปหาผู้มาเยือนโดยไม่ต้องจัดการกับสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชาย

                “สุดที่รักมาอยู่นี่ได้ไง!?!” เสียงทักอันคุ้นเคยดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้ง  รู้สึกอายๆ อย่างไรก็ไม่รู้ที่พี่เสือกับพี่ขลุ่ยมาจังหวะที่ผมกับไอ้พี่ลันเกือบจะได้กันอยู่รอมร่อ  อ่า...ถ้าพวกพี่แกรู้ว่าผมกับไอ้พี่ลันมีความสัมพันธ์แปลกๆ กันล่ะก็จะเกิดอะไรขึ้นนะ

                “เมื่อคืนมันเมาน่ะก็เลยพามาอยู่ที่นี่” ไอ้พี่ลันตอบแทน

                “แล้วทำไมไม่ไปส่งที่หอวะ” ไอ้พี่เสือถามอย่างไม่เข้าใจ

                “กูก็เมา!” ไอ้พี่ลันตอบก่อนจะตบหัวไอ้พี่เสือเบาๆ “แล้วพวกมึงมีอะไรถึงมาหากู?” ไอ้พี่ลันถามก่อนจะเดินอ้อมโซฟามานั่งข้างผมเดิม  ตอนนี้ไม่มีใครสนใจหนังผีที่อยู่ตรงหน้าเลยครับ เหอๆ

                “กูเช่าหนังมาใหม่ก็เลยว่าจะเอามาดูกับมึง” ไอ้พี่ขลุ่ยยักคิ้วก่อนจะยกกล่องบรรจุแผ่น DVD ขึ้นให้ดู

                “แต่คงไม่จำเป็นแล้วมั้ง คิกๆ” ไอ้พี่เสือหรี่ตามองผมก่อนจะอมยิ้มนิดๆ อย่างมีเลศนัย

                “โห! หนังน่าดูเนอะ  เปลี่ยนแผ่นเลยละกันเรื่องนี้น่าเบื่อแล้ว” ผมหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะรีบคลานไปกดแผ่นหนังออกและยัดแผ่นใหม่ที่แย่งจากมือไอ้พี่ขลุ่ยใส่แทน

                “แล้วนี่ทำไมมึงไม่ไปส่งน้องมันวะ” ไอ้พี่เสือถาม  พี่เสือครับ...มึงถามไอ้พี่ลันก็มองหน้ามันสิครับ  มองหน้ากูทำไมวะครับ?

                “ก็ดูหนังอยู่ไม่เห็นหรือไง  ฮู้ว! มึงนี่เซ้าซี้ว่ะ” ไอ้พี่ลันขมวดคิ้วก่อนจะยกเท้าขึ้นยันไอ้พี่เสือที่ยืนอยู่ข้างโซฟาจนพี่เสือเซถลา

                “ครับๆ ไม่แซวก็ได้ ฮ่าๆ” ไอ้พี่เสือหัวเราะร่าก่อนจะกระโดดมานั่งโซฟาตัวเล็กเพื่อดูหนัง  ส่วนผมกับไอ้พี่ลันนั่งโซฟาตัวยาว

                “เอ้อ ลัน  วันก่อนที่กูมาค้างกับมึงอ่ะกูลืมสายชาร์จไอแพดไว้เดี๋ยวกูเข้าไปเอาก่อนนะ” ไอ้พี่ขลุ่ยบอกก่อนจะเดินไปที่ห้องนอนของไอ้พี่ลัน

                “เฮ้ยเชี่ยขลุ่ย! เดี๋ยวกูไปเอาให้เอง” ไอ้พี่ลันทำหน้าตื่นๆ ก่อนจะกระโดดข้ามโซฟาไปขวางพี่ขลุ่ยที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน  พี่แกจะตกใจทำไมวะ ไม่ได้ซุกหญิงไว้ซักหน่อยทำไมจะให้เพื่อนเข้าไปไม่ได้

                เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ...อึก!!...ไม่ได้ซุกผู้หญิงแต่ว่า...

                ไอ้สภาพห้องนอนของพี่ลันตอนนี้ถึงเป็นเด็ก ป.4 ก็คงรู้ว่ามันผ่านสมรภูมิอะไรมา  ซวยล่ะครับ! ไอ้คราบนั่นคราบนี่ที่ฝังอยู่บนผ้าปูที่นอนนั่นยังไม่ได้เคลียร์เลยนี่หว่า!!  พระเจ้าๆๆ ขออย่าให้ไอ้พี่ขลุ่ยเข้าไปในห้องได้เลย สาธุ

                “อะไรของมึงวะ  กูเข้าไปเอาเองก็ได้นี่หว่า” พี่ขลุ่ยขมวดคิ้วงงๆ พลางจะเปิดประตูเข้าไปแต่ไอ้พี่ลันก็เอาตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างพี่ขลุ่ยกับประตูไว้เสียก่อน

                “ห้องกูรกโคตร มึงคงหาไม่เจอหรอก” ไอ้พี่ลันแก้ตัว

                “ห้องรกแล้วจะอายอะไรวะ  กูเคยเห็นสภาพห้องมึงมาทุกรูปแบบแล้วยังจะมีอะไรอีก” ไอ้พี่ขลุ่ยงงหนักกว่าเดิมกับท่าทางลุกลี้ลุกลนของไอ้พี่ลัน

                “เออน่า! เดี๋ยวกูไปเอาให้เอง” ไอ้พี่ลันพูดก่อนจะรีบเปิดประตูเข้าไปและจากนั้นก็ปิดลง

                “ยิ่งเป็นแบบนี้กูยิ่งอยากรู้ว่าข้างในมันมีอะไร” ไอ้พี่ขลุ่ยพูดกับประตูก่อนจะเปิดแต่กลับเปิดไม่ได้เพราะไอ้พี่ลันมันล็อกเอาไว้  รอบคอบมากพี่  ผมที่หันไปดูเหตุการณ์เมื่อครู่หันกลับมาสนใจจอทีวีก่อนจะพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

                ไอ้พี่ลันออกมาอีกทีก็ตอนได้สายชาร์ตสีขาวๆ ออกมาจากห้อง  พี่แกรุนหลังไอ้พี่ขลุ่ยให้มานั่งที่โซฟาก่อนจะทำหน้านิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรท่ามกลางสายตางงงวยของเพื่อนทั้งสอง   เนียนไว้นะพี่เนียนไว้ไม่อย่างนั้นความลับเราแตกแน่

                “ลัน...นี่มันสายชาร์จไอโฟนของมึงไม่ใช่ของกู” ไอ้พี่ขลุ่ยยกสายชาร์จที่เพิ่งได้รับจากไอ้พี่ลันให้ดู

                “มึงรู้ได้ไงวะ  มันเหมือนกันนี่?” ไอ้พี่ลันหันไปมองไอ้พี่ขลุ่ยงงๆ

                “น้องกูมันเขียนชื่อกูติดไว้ที่อแดปเตอร์เพราะมันไม่อยากให้สลับกัน” ไอ้พี่ขลุ่ยพูด  น้องพี่นี่เด็กจริงๆ มีเขียนชื่อไว้ด้วย

                “เออๆ เดี๋ยวกูไปเอาให้ใหม่” ไอ้พี่ลันลุกยืนขึ้นก่อนจะออกเดินไปที่ห้องของตนแต่ทว่าไอ้พี่ขลุ่ยกลับคว้าข้อมือของไอ้พี่ลันเอาไว้

                “ห้องมึงมีอะไรกันแน่? ทำไมถึงไม่อยากให้กูเข้าไปขนาดนั้น” พี่ขลุ่ยขมวดคิ้วเป็นปมอย่างสงสัย

                “กูซุกผู้หญิงเอาไว้ว่ะ” อิพี่ลัน...มึงโกหกได้ไม่เนียนเลย  หน้าตาก็ดูฉลาดอยู่หรอกแต่ทำไมกับไอ้เรื่องแบบนี้ถึงโง่จังวะ  ไอ้หน้านิ่งๆ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ หายไปไหน  หรือเพราะว่าสนิทกับพวกพี่ๆ ก็เลยกลัวว่าถึงโกหกไปก็ถูกจับได้อยู่ดี  แต่โกหกแบบนี้มันไม่เนียนเฟ้ย!!

                “มึงพูดแบบนี้ใครเขาจะโง่เชื่อมึงไอ้ห่า” พี่ขลุ่ยถอนหายใจก่อนจะยืนขึ้นและปล่อยมือของไอ้พี่ลัน “ไท...จับไอ้ลันไว้! กูจะเข้าไปดูหน้าผู้หญิงที่มันซุกไว้  อยากรู้จริงๆ ว่าสวยแค่ไหนถึงไม่อยากให้เราเห็น” ไอ้พี่ขลุ่ยผลักไอ้พี่ลันไปใส่ไอ้พี่เสือก่อนจะรีบวิ่งไปที่ประตูห้องนอน

                “เชี่ยขลุ่ย!! มึงก็รู้ว่าเชี่ยลันแม่งแรงควาย  กูจะจับไหวเหรอ?” ไอ้พี่เสือทำหน้าตื่นๆ แต่ก็ยอมกระโดดตะครุบตัวไอ้พี่ลันเอาไว้  ไอ้พี่ลันเองก็ดิ้นเต็มเหนี่ยวจนไอ้พี่เสือหน้าซีดเลยล่ะครับ  ส่วนผมทำอะไรอยู่น่ะหรือ? กำลังสวดมนต์ภาวนาให้กลอนประตูห้องนอนไอ้พี่ลันมันล็อกอยู่ครับ(มันจะล็อกให้มึงไหมครับ)

                ผ่าง!! กว่าไอ้พี่ลันจะดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของไอ้พี่เสือไอ้พี่ขลุ่ยก็เปิดประตูเข้าไปแล้วครับ  ผมหลับตาปี๋ภาวนาอย่างแรงกล้าให้ภายในห้องมันไม่มีอะไรแปลกๆ

                “ก็ไม่มีอะไรนี่หว่า  แล้วมึงจะปิดบังหาห่าอะไรวะ” ไอ้พี่ขลุ่ยโผล่ออกมาจากห้องนอนไอ้พี่ลันก่อนจะพูดอย่างงงๆ  เมื่อได้ยินว่าไม่มีอะไรผมกับไอ้พี่เสือก็รีบวิ่งไปดู  มันจะไม่มีอะไรได้อย่างไรในเมื่อไอ้พี่ลันยังไม่ได้เก็บห้องเลยนี่

                เอ่อ...สงสัยตอนเข้าไปเอาสายชาร์จเมื่อกี้พี่ลันแกคงจะดึงผ้าห่มสีขาวๆ ครีมๆ คลุมเตียงเพื่อปกปิดร่องรอยอะไรบางอย่างเอาไว้  ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก  ไอ้พี่ลันหันมาขยิบตาให้ผมนิดหน่อย(หล่อว่ะ!!)  แล้วเมื่อกี้มึงจะทำท่าลุกลี้ลุกลนทำไมครับพี่  หรือมึงสนุกที่เห็นคนอื่นเขาลนลาน

                “กูกวนไง” ไอ้พี่ลันยักไหล่ก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟาเหมือนเดิม  เสียงจิ๊จ๊ะอย่างเจ็บใจของไอ้พี่ขลุ่ยกับไอ้พี่เสือดังขึ้นเมื่อแกล้งอะไรไอ้พี่ลันไม่ได้  อันที่จริงผมก็อยากจะเห็นไอ้พี่ลันถูกแกล้งเหมือนกันนะแต่มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ผมมีส่วนต้องอายด้วย

                พวกเรานั่งดูหนังกันไปเรื่อยๆ พอหิวก็สั่งอาหารข้างล่างมากินโดยมีไอ้พี่ลันเป็นคนจ่าย  ผมเพิ่งรู้นี่เองครับว่าชีวิตของพี่ปกครองที่คนอื่นเขากลัวนักกลัวหนาจะเรื่อยเปื่อยแถมไร้สาระขนาดนี้  อยู่ที่มหาวิทยาลัยพวกพี่โหดก็จริงแต่พอมาอยู่แบบนี้พวกพี่เขาน่ารักมากครับ  ดูแลผมตลอด  คอยถามว่าเอานั่นเอานี่ไหมอยู่ตลอดจนผมเกรงใจ  ถึงแม้ไอ้พี่ลันมันจะยังทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ก็เถอะ

waiting for 50%
มาอัพแย้วนะ



                “เฮดล็อก! ฮ่าๆๆๆ” ไอ้พี่เสือตะโกนก่อนจะหัวเราะอย่างสะใจเมื่อจับผมทำท่าเฮดล็อกโดยเลียนแบบมาจากการ์ตูนมวยปล้ำที่กำลังดูอยู่ตอนนี้   มึงจะบ้าการ์ตูนก็บ้าไปครับพี่แต่ขอร้องอย่าเอากูไปเป็นกระสอบทราย  มันเจ็บ!

                “ไอ้ไท เบาหน่อยๆ น้องมันจะอ้วกแล้วนั่น” ไอ้พี่ขลุ่ยเตือนขณะที่ไอ้พี่เสือกำลังดัดหลังผมอยู่  มันจุกอ่ะ  แถมยังเจ็บแปลบๆ ที่สะโพกอีกด้วยแต่ผมพูดไม่ได้เพราะกลัวจะถูกสงสัยเอา

                “โอ้! โทษทีนะสุดที่รัก  พี่ลืมตัว แฮะๆ” ไอ้พี่เสือยิ้มแหยๆ ก่อนจะปล่อยผมออกให้เป็นอิสระ  มึงลืมตัวได้รุนแรงดีเนอะ  กูระบมหมดแล้วเนี่ย

                “นี่มันก็เย็นแล้ว  กูว่าพวกมึงกลับไปได้แล้วเดี๋ยวกูจะไปส่งไอ้เด็กนี่ด้วย” ไอ้พี่ลันพูดก่อนจะลุกขึ้นไปค้นหาอะไรซักอย่าง

                “เออ” ไอ้พี่ขลุ่ยลุกขึ้นเก็บพวกเศษขนมไปทิ้งถังขยะ

                 “เชี่ยลัน...อย่าให้รู้นะมึงว่าพวกมึงมีอะไรปิดบังกูอยู่” ไอ้พี่เสือกระชากไหล่ไอ้พี่ลันเข้าใกล้ตัวก่อนจะกระซิบขู่  พอดีว่าผมยืนอยู่ใกล้ก็เลยแอบได้ยิน

                “อะไรของมึง?” ไอ้พี่ลันขมวดคิ้วอย่างรำคาญเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ

                “เปล๊า” ไอ้พี่เสือถอยห่างนิดหน่อยก่อนจะยักไหล่อย่างมีเลศนัย  ไอ้พี่พวกนี้ชอบทำตัวมีเลศนัยไม่น่าไว้ใจจริงๆ

                หลังจากนั้นไอ้พี่เสือกับพี่ขลุ่ยก็แยกตัวออกไปขึ้นรถของพี่ขลุ่ยส่วนผมไอ้พี่ลันก็อาสาจะไปส่งด้วยรถบุโรทั่งคันเดิม  ผมเริ่มชินกับการนั่งรถคันนี้และชินกับการขับแบบตีนผีไม่สนใจสังขารรถของพี่ลันแล้วล่ะครับ  เริ่มไม่เมารถแล้วด้วย  ผมรู้สึกดีแปลกๆ เวลามีคนมองรถเก่าๆ แลจะพังของพี่ลัน ผมคิดว่ามันดูเก๋ดีออกที่คนหล่อระดับเทพอย่างพี่ลันขับรถคันนี้ได้แบบไม่ต้องอาย  ในเมื่อเจ้าของรถเขาเฉิดฉายได้ผมเองก็ไม่รู้จะอายไปทำไมที่ได้นั่งรถคันนี้


 

                พี่ลันเลี้ยวรถเข้าไปที่คลินิกแห่งหนึ่งก่อนจะบอกให้ผมรอที่รถและแกก็เดินเข้าไปในคลินิกโดยที่ผมยังงงๆ  พี่ลันแกไม่สบายอีกหรือเปล่านะเพราะเสียงแกตอนนี้ก็แหบสนิทเหมือนเคย  น่าแปลกนะครับที่เสียงแกแหบไม่น่าฟังแบบนั้นแต่ผมก็ยังคิดว่าเสียงแกเพราะ  ถ้าร้องเพลงล่ะก็คงจะฟังดูดีไม่น้อย  เอ...นี่ผมเป็นอะไรไปนี่? ชมแต่ไอ้พี่ลันอยู่ได้  แปลกแล้วกู

                “เอ้านี่!” ไอ้พี่ลันเดินออกมาจากคลินิกก่อนจะโยนถุงใส่กระสอบ(?)ยามาให้ผม  ผมมองมันที่นอนแน่นิ่งอยู่บนตักของตัวเองอย่างงงๆ

                “อะไรครับ?” ผมถาม

                “ยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวด  กินตามที่เขียนติดไว้ที่ซองนั่นแหละ” พี่ลันบอกก่อนจะออกรถ  นี่แกไปซื้อยาแก้อักเสบให้ผมงั้นหรอกหรือ  แหม...ดีจังเลยนะ

                “อ่า...ขอบคุณครับ” ผมพยักหน้านิดๆ ก่อนจะซุกถุงยาใส่กระเป๋ากางเกงและเบนสายตามองออกไปนอกรถ  ที่จริงพี่ลันแกเป็นคนที่เอาใจใส่ดีนะ  แกคงจะรู้ว่าผมยังเจ็บไม่หายก็เลยไปซื้อยามาให้  เห็นพี่ลันดุๆ แถมไม่ชอบช่วยเหลือใครแบบนี้ใครจะไปรู้ล่ะว่าที่จริงก็ช่วยแต่แกแค่แสดงความรู้สึกไม่เก่ง  นี่ล่ะนะพี่ปกครอง  ในใจก็เป็นห่วงแต่การกระทำที่แสดงออกมากลับตรงกันข้าม  คนอื่นๆ จึงไม่ชอบพี่ปกครองก็เพราะคิดว่าเป็นคนนิสัยไม่ดี


 

                “เอ๊ะ? ทำไมมาที่นี่ล่ะครับ” ผมถามอย่างสงสัยเมื่อไอ้พี่ลันขับรถเข้ามาจอดที่ที่ถูกจัดไว้ให้เป็นที่จอดรถสำหรับคนที่มาเที่ยวถนนคนเดิน

                “หิว” พี่แกตอบสั้นๆ ก่อนจะเปิดประตูรถลงไปผมจึงต้องลงตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

                “ทำไมไม่ไปส่งผมก่อนล่ะ?” ผมถาม

                “ไม่หิวเหรอ?”

                “ก็...หิวครับ แฮะๆ” ผมยิ้มแหยๆ ก่อนจะตอบ  ตอนนี้เป็นเวลาเย็นๆ แต่ยังมีแดดออกคนก็เลยยังมาไม่เยอะสักเท่าไหร่ถนนจึงโล่งถนัดตา

                ไอ้พี่ลันเดินนำผมไปที่โซนของกินก่อนจะซื้อของติดไม้ติดมือมาเยอะแยะไปหมด  แต่ของเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นของที่แกอยากกินทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็น ไข่นกกระทาทอด  ขนนปังชุบไข่ทอด  ไก่ย่างหาดใหญ่  ทาโกะยากิ  สังขยาหน้าไข่  ข้าวเหนียวมะม่วง  ลูกชิ้นปิ้ง  ปลาหมึกย่าง  แกจัดเต็มทุกอย่างเลยครับ


 

                “พี่ลันๆ ขอซื้อไอ้นี่ก่อนได้ไหม?” ผมกระตุกชายเสื้อพี่ลันเอาไว้เมื่อเหลือบไปเห็นไอติมโบราณเข้า  นานมากแล้วที่ผมไม่ได้กินไอติมเสียบไม้รสผลไม้ต่างๆ แบบนี้

                “หืม? อือ” พี่ลันชะงักก่อนจะเดินกลับมายืนข้างๆ ผม

                “เอารสอะไรดีคะ?” คนขายคนสวยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

                “รถเบนซ์ได้ไหมครับ?” ผมยิ้มกวนๆ เล่นเอาคนขายหน้าเหวอไปพักหนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ผมล้อเล่นครับ  ผมเอารสมะนาวครับแล้วพี่ลันล่ะ?” ผมตอบก่อนจะหันไปถามพี่ลัน

                “เอาสีเหลืองๆ” พี่ลันชี้ไปที่ไอ้ติมรสทุเรียนก่อนที่คนขายจะตัดไอติมเป็นท่อนตามราคาที่เราสั่งและเสียบไม้ให้


 

                “กินยังไงเนี่ย?” พี่ลันมองไอติมในมืองงๆ ก่อนจะถามขึ้น  มิน่าล่ะ  เห็นจ้องมานานแล้วทำไมถึงไม่ยอมลอกกระดาษออกเสียทีที่แท้ก็ไม่รู้วิธีกินนี่เอง

                “ลอกกระดาษออกก่อนแล้วค่อยกินครับ  รีบกินนะเดี๋ยวละลายหมดก่อน” ผมบอกไอ้พี่ลันจึงยกมือที่เต็มไปด้วยถุงพะรุงพะรังมาแกะกระดาษออกอย่างทุลักทุเล  เห็นแบบนั้นผมก็รำคาญตาจึงปัดมือพี่แกออกและแกะให้

                “ขอบใจ” พี่ลันมองผมนิดๆ ก่อนจะอ้าปากงับไอติมในมือ “อื้อ!! นี่มันรสทุเรียนนี่หว่า  ชิ  เปลี่ยนกันไหม?” ไอ้พี่ลันเบ้หน้าก่อนจะหันมาหาผม  นี่พี่ลันไม่ชอบทุเรียนหรอกหรือนี่(แล้วมึงจะสั่งมาทำไมวะครับ)  ออกจะอร่อย

                “บ้าเหรอพี่  ผมกินไปแล้วนะ” ผมรีบแย้ง  บ้าหรือเปล่านะนายคนนี้  จะให้เปลี่ยนไอติมกันกินเนี่ยนะ  ไม่รังเกียจกันหรือไง

                “ช่างมัน!” พี่ลันขมวดคิ้วนิดๆ ก่อนจะแย่งไอติมรสมะนาวของผมไปจากนั้นก็ยัดไอติมรสทุเรียนใส่มือผม  ผมมองพี่ลันที่กำลังงับไอติมที่ผมเพิ่งกินไปอย่างอึ้งๆ  ...น้ำลายกูทั้งนั้น

                ผมรีบก้มหน้าลงเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวๆ ที่หน้าขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ  ปากก็ค่อยๆ เปิดออกรับไอติมที่พี่ลันเพิ่งกินไปนิดหน่อย  ตัวผมน่ะไม่ได้รังเกียจที่ต้องกินไอติมต่อจากพี่ลันเลย...เพราะอะไรกันนะ?

                “นี่นาย...เด็กจริงๆ” พี่ลันที่กินไอติมหมดแล้วเอื้อมมือมาจับคางผมให้หันไปหาแกก่อนจะขมวดคิ้วและว่าผม  อะไรของนายคนนี้กันวะ!?! อยู่ดีๆ ก็มาว่าผมเด็ก

                นิ้วโป้งของพี่ลันจรดลงมาที่มุมปากผมก่อนจะปาดเบาๆ เพื่อเอาคราบไอติมที่เปื้อนออก  แค่นั้นก็ทำให้ผมหน้าร้อนขึ้นมาได้อย่างกะทันหันแต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบลมจับก็คือไอ้พี่ลันมันเลียนิ้วโป้งที่เพิ่งปาดมุมปากผมไปเมื่อกี้  โอยๆ ทำไงดีกู  หน้าร้อนเหมือนจะเป็นไข้เลยว่ะ

                “แหวะ! ลืมไปว่ามันเป็นรสทุเรียน” ไอ้พี่ลันเบ้หน้าทันทีที่รู้ตัวว่ากินของที่ไม่ชอบลงไป  นี่มึงแหวะเพราะมันเป็นรสทุเรียนหรือแหวะที่มันมาจากปากกูวะ  ชักจะเคือง


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ไรเตอร์ขอโทษนะที่มาช้าและมาน้อย  พอดีว่าไรเตอร์ไม่มีเวลาเลยอ่า
วันที่3  4  5 นี้ไรเตอร์สอบยาวเลยอ่ะ  ถ้ามาช้าอย่าโกรธเค้านะตัวเอง   แต่ถ้าหลังการสอบไรเตอร์จะจัดหนักๆ ให้นะ
โอเคเนอะ  รักรีดเดอร์จ้า

ปล.เห็นคำผิดตะโกนดังๆ นะ  เค้าอยากแก้อ่ะ! ฮ่าๆ

ปล. ของ ปล.  คือว่า...ชื่อสุดที่รักของน้องไอเนี่ยไรเตอร์ได้แรงบันดาลใจมาจากคนคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดี ขาวๆ ตี๋ๆ สูงด้วย (แต่แอบเคะเบาๆ) เขามีชื่อว่าสุดที่รัก และน้องของเขาเองก็มีชื่อว่ารักที่สุด  ไรเตอร์ชอบชื่อเขามากก็เลยเอามาตั้งซะเลย  น่ารักเนาะ

edit @ 15 Feb 2013 22:36:03 by DPR "The Tricky Fox"

Comment

Comment:

Tweet

เกือบได้กันอีกรอบแล้วววว พี่เสือพี่ขลุ่ยอ่่าามาไหม
น่ารักจุง กลัวผีไม่พอไม่ชอบทุเรียนอีกก สูงหลงรักพี่เตี้ยแล้ว เมื่อไหร่พี่เตี้ยจะหลงรัก

#5 By shshshx (171.7.196.84|171.7.196.84) on 2014-03-09 10:25

#4 By (171.7.196.84|171.7.196.84) on 2014-03-09 10:23

55555555555 พี่ลันแม่งกวนว่ะ
ทุเรียนออกจะอร่อยมากๆนะ :)

#3 By LooknamTK on 2013-08-11 22:43

ได้กันแบบว่า -*-

#2 By future-cartoon on 2013-05-10 16:57

ฮื้ม!!!น่ารัก

#1 By ดิว (103.7.57.18|180.214.211.218) on 2013-03-13 16:09