Rule 9 : รักน้องต้องพาเที่ยว
 

                ตอนนี้ไอ้พี่ลันที่ได้ชื่อว่าดุโคตรกำลังซบไหล่ผมอยู่ครับ  เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะกลัวน่ะสิ  แกครางเสียงต่ำอยู่ที่ข้างหูเพราะกลัวเนื่องจากผีเริ่มออกมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเจือความตลกขบขันเอาไว้แต่มันก็ยังน่ากลัวอยู่ดี(สำหรับพี่ลัน)  นอกจากหน้าแกจะซบอยู่ที่ไหล่ผมแล้วแขนแกยังกอดผมเอาไว้แน่นจนอึดอัด  ผมเปลี่ยนเรื่องดีไหมครับ?  แต่อยู่แบบนี้มันก็รู้สึกดีแปลกๆ แฮะ -///-

                ยิ่งผีที่น่ากลัวออกมามากแค่ไหนเอวของผมก็ยิ่งถูกแขนไอ้พี่ลันรั้งเข้าไปหาตัวจนตอนนี้ผมแทบจะนั่งอยู่บนตักของไอ้พี่ลันแล้วครับ  แต่ว่านะ...ผมว่าห้องนี้มันก็หนาวอยู่นะแต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันร้อนล่ะ  ร้อนจนอยากจะระเบิดเลยทีเดียว >///<

                “พี่เตี้ย...ผมอึดอัดนะ” ผมบอกเมื่อรู้สึกทนไม่ได้  มันจะระเบิดแล้วครับ  หน้าผมมันร้อนจนจะระเบิดแล้วครับผม!!

                “เอ๊ะ?” ไอ้พี่ลันที่เหมือนจะรู้สึกตัวว่าใช้ผมแทนหมอนข้างผละหน้าออกไปแต่แขนยังคงกอดผมอยู่ 

                ท่ามกลางเสียงโหยหวนจากลำโพง  ผมกับไอ้พี่ลันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกันเหมือนกับว่าเสียงจากลำโพงนั้นไม่ได้แทรกเข้ามาในโสตประสาทของพวกเราเลย  หน้าของพวกเราห่างกันเพียงคืบจนลมหายใจของแต่ละคนปะทะกัน  มือเย็นๆ ที่กอดผมไว้เมื่อครู่ค่อยๆ รั้งร่างของผมให้เข้าไปใกล้ทำให้หน้าของเราใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

                ผมหลับตาลงเมื่อรับรู้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดจมูก  ริมฝีปากค่อยๆ สัมผัสถึงความนุ่มนวลอ่อนหวาน   ผมเผยอปากขึ้นเล็กน้อยเหมือนที่พี่ลันเคยสอนก่อนความหวานจะค่อยๆ ซึมสู่ปลายลิ้น  มือหนากดกระชับร่างกายให้แนบติดกันรับรู้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นของอีกฝ่าย  ริมฝีปากของคนตรงหน้าค่อยๆ ละเลียดและกลืนกินตัวตนของผมอย่างช้าๆ จนผมไม่อาจจะควบคุมความรู้สึก  ห้องที่มืดสนิทกับเสียงแห่งความหวาดกลัวยิ่งกระตุ้นอารมณ์ให้อ่อนไหวมากยิ่งขึ้น

                “พะ...พี่ลัน?” ผมยกแขนขึ้นดันอกพี่ลันเอาไว้เมื่อแกเอนตัวลงมากดผมลงกับโซฟา

                “ฉันอยากจะรู้...ว่าเมื่อคืนฉันรู้สึกอย่างไร” ไอ้พี่ลันพูดเสียงต่ำ  ทั้งๆ ที่เป็นน้ำเสียงปกติที่พี่แกมักจะพูดแต่ตอนนี้สำหรับผมน้ำเสียงนั้นช่างยั่วยวนเสียเหลือเกิน

                “ตะ...แต่ว่าผม...” ก่อนที่ผมจะได้ขัด  คำพูดของผมก็ถูกกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อพี่ลันกดปากลงมาจูบอีกครั้ง  ซวยแล้ว...ผมซวยแล้วจริงๆ  ทั้งๆ ที่ยังไม่หายเจ็บเลยแท้ๆ แต่ผมต้องมาเจ็บซ้ำอีกอย่างนั้นหรือ  สงสารกันหน่อยเถอะพี่ลัน  คนระบมน่ะมันผมนะ

                พี่ลันจูบที่ริมฝีปากผมเบาๆ ก่อนจะพรมจูบที่ใบหน้าและเลื่อนลงมาที่คอ  ผมสะดุ้งเมื่อคอถูกขบเม้มและดูดอย่างแรงจนแสบสะท้าน  สันจมูกโด่งซุกไซ้และสูดดมกลิ่นกายเข้าปอดก่อนมือเย็นๆ ที่สอดเข้ามาในเสื้อช็อปตัวเดิมที่ผมใส่ตั้งแต่เมื่อวาน

                แต่ขณะที่ผมกำลังปล่อยตัวปล่อยใจไม่สนใจความเจ็บระบมของร่างกายเสียงกริ่งก็ดังขึ้น  ตอนแรกพี่ลันแกไม่สนใจยังดำเนินงานต่อแต่ผมสนใจจึงรีบตีอกพี่แกเพื่อเตือนให้แกไปดูว่าใครมาหา

                “โคตรแม่ง!” ไอ้พี่ลันลุกออกจากตัวผมก่อนจะสบถอย่างเจ็บใจ  แกดึงผมให้ลุกขึ้นนั่งและจัดเสื้อให้ดีๆ ก่อนจะเดินไปที่หน้าประตู

                เกือบแล้ว...เกือบเสียเอกราชอีกครั้งแล้วกู  ทั้งๆ ที่โล่งอกแต่ตอนนี้หัวใจผมกลับเต้นระรัวเร็วอย่างตื่นเต้น  แต่การที่ถูกขัดแบบนี้อารมณ์ผมที่กำลังพุ่งปรี๊ดๆ ก็ลดพรวดๆ ลงเหมือนกันซึ่งไอ้พี่ลันก็คงไม่ต่างเพราะพี่แกลุกไปหาผู้มาเยือนโดยไม่ต้องจัดการกับสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชาย

                “สุดที่รักมาอยู่นี่ได้ไง!?!” เสียงทักอันคุ้นเคยดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้ง  รู้สึกอายๆ อย่างไรก็ไม่รู้ที่พี่เสือกับพี่ขลุ่ยมาจังหวะที่ผมกับไอ้พี่ลันเกือบจะได้กันอยู่รอมร่อ  อ่า...ถ้าพวกพี่แกรู้ว่าผมกับไอ้พี่ลันมีความสัมพันธ์แปลกๆ กันล่ะก็จะเกิดอะไรขึ้นนะ

                “เมื่อคืนมันเมาน่ะก็เลยพามาอยู่ที่นี่” ไอ้พี่ลันตอบแทน

                “แล้วทำไมไม่ไปส่งที่หอวะ” ไอ้พี่เสือถามอย่างไม่เข้าใจ

                “กูก็เมา!” ไอ้พี่ลันตอบก่อนจะตบหัวไอ้พี่เสือเบาๆ “แล้วพวกมึงมีอะไรถึงมาหากู?” ไอ้พี่ลันถามก่อนจะเดินอ้อมโซฟามานั่งข้างผมเดิม  ตอนนี้ไม่มีใครสนใจหนังผีที่อยู่ตรงหน้าเลยครับ เหอๆ

                “กูเช่าหนังมาใหม่ก็เลยว่าจะเอามาดูกับมึง” ไอ้พี่ขลุ่ยยักคิ้วก่อนจะยกกล่องบรรจุแผ่น DVD ขึ้นให้ดู

                “แต่คงไม่จำเป็นแล้วมั้ง คิกๆ” ไอ้พี่เสือหรี่ตามองผมก่อนจะอมยิ้มนิดๆ อย่างมีเลศนัย

                “โห! หนังน่าดูเนอะ  เปลี่ยนแผ่นเลยละกันเรื่องนี้น่าเบื่อแล้ว” ผมหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะรีบคลานไปกดแผ่นหนังออกและยัดแผ่นใหม่ที่แย่งจากมือไอ้พี่ขลุ่ยใส่แทน

                “แล้วนี่ทำไมมึงไม่ไปส่งน้องมันวะ” ไอ้พี่เสือถาม  พี่เสือครับ...มึงถามไอ้พี่ลันก็มองหน้ามันสิครับ  มองหน้ากูทำไมวะครับ?

                “ก็ดูหนังอยู่ไม่เห็นหรือไง  ฮู้ว! มึงนี่เซ้าซี้ว่ะ” ไอ้พี่ลันขมวดคิ้วก่อนจะยกเท้าขึ้นยันไอ้พี่เสือที่ยืนอยู่ข้างโซฟาจนพี่เสือเซถลา

                “ครับๆ ไม่แซวก็ได้ ฮ่าๆ” ไอ้พี่เสือหัวเราะร่าก่อนจะกระโดดมานั่งโซฟาตัวเล็กเพื่อดูหนัง  ส่วนผมกับไอ้พี่ลันนั่งโซฟาตัวยาว

                “เอ้อ ลัน  วันก่อนที่กูมาค้างกับมึงอ่ะกูลืมสายชาร์จไอแพดไว้เดี๋ยวกูเข้าไปเอาก่อนนะ” ไอ้พี่ขลุ่ยบอกก่อนจะเดินไปที่ห้องนอนของไอ้พี่ลัน

                “เฮ้ยเชี่ยขลุ่ย! เดี๋ยวกูไปเอาให้เอง” ไอ้พี่ลันทำหน้าตื่นๆ ก่อนจะกระโดดข้ามโซฟาไปขวางพี่ขลุ่ยที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน  พี่แกจะตกใจทำไมวะ ไม่ได้ซุกหญิงไว้ซักหน่อยทำไมจะให้เพื่อนเข้าไปไม่ได้

                เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ...อึก!!...ไม่ได้ซุกผู้หญิงแต่ว่า...

                ไอ้สภาพห้องนอนของพี่ลันตอนนี้ถึงเป็นเด็ก ป.4 ก็คงรู้ว่ามันผ่านสมรภูมิอะไรมา  ซวยล่ะครับ! ไอ้คราบนั่นคราบนี่ที่ฝังอยู่บนผ้าปูที่นอนนั่นยังไม่ได้เคลียร์เลยนี่หว่า!!  พระเจ้าๆๆ ขออย่าให้ไอ้พี่ขลุ่ยเข้าไปในห้องได้เลย สาธุ

                “อะไรของมึงวะ  กูเข้าไปเอาเองก็ได้นี่หว่า” พี่ขลุ่ยขมวดคิ้วงงๆ พลางจะเปิดประตูเข้าไปแต่ไอ้พี่ลันก็เอาตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างพี่ขลุ่ยกับประตูไว้เสียก่อน

                “ห้องกูรกโคตร มึงคงหาไม่เจอหรอก” ไอ้พี่ลันแก้ตัว

                “ห้องรกแล้วจะอายอะไรวะ  กูเคยเห็นสภาพห้องมึงมาทุกรูปแบบแล้วยังจะมีอะไรอีก” ไอ้พี่ขลุ่ยงงหนักกว่าเดิมกับท่าทางลุกลี้ลุกลนของไอ้พี่ลัน

                “เออน่า! เดี๋ยวกูไปเอาให้เอง” ไอ้พี่ลันพูดก่อนจะรีบเปิดประตูเข้าไปและจากนั้นก็ปิดลง

                “ยิ่งเป็นแบบนี้กูยิ่งอยากรู้ว่าข้างในมันมีอะไร” ไอ้พี่ขลุ่ยพูดกับประตูก่อนจะเปิดแต่กลับเปิดไม่ได้เพราะไอ้พี่ลันมันล็อกเอาไว้  รอบคอบมากพี่  ผมที่หันไปดูเหตุการณ์เมื่อครู่หันกลับมาสนใจจอทีวีก่อนจะพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

                ไอ้พี่ลันออกมาอีกทีก็ตอนได้สายชาร์ตสีขาวๆ ออกมาจากห้อง  พี่แกรุนหลังไอ้พี่ขลุ่ยให้มานั่งที่โซฟาก่อนจะทำหน้านิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรท่ามกลางสายตางงงวยของเพื่อนทั้งสอง   เนียนไว้นะพี่เนียนไว้ไม่อย่างนั้นความลับเราแตกแน่

                “ลัน...นี่มันสายชาร์จไอโฟนของมึงไม่ใช่ของกู” ไอ้พี่ขลุ่ยยกสายชาร์จที่เพิ่งได้รับจากไอ้พี่ลันให้ดู

                “มึงรู้ได้ไงวะ  มันเหมือนกันนี่?” ไอ้พี่ลันหันไปมองไอ้พี่ขลุ่ยงงๆ

                “น้องกูมันเขียนชื่อกูติดไว้ที่อแดปเตอร์เพราะมันไม่อยากให้สลับกัน” ไอ้พี่ขลุ่ยพูด  น้องพี่นี่เด็กจริงๆ มีเขียนชื่อไว้ด้วย

                “เออๆ เดี๋ยวกูไปเอาให้ใหม่” ไอ้พี่ลันลุกยืนขึ้นก่อนจะออกเดินไปที่ห้องของตนแต่ทว่าไอ้พี่ขลุ่ยกลับคว้าข้อมือของไอ้พี่ลันเอาไว้

                “ห้องมึงมีอะไรกันแน่? ทำไมถึงไม่อยากให้กูเข้าไปขนาดนั้น” พี่ขลุ่ยขมวดคิ้วเป็นปมอย่างสงสัย

                “กูซุกผู้หญิงเอาไว้ว่ะ” อิพี่ลัน...มึงโกหกได้ไม่เนียนเลย  หน้าตาก็ดูฉลาดอยู่หรอกแต