ว้ายตายยยยยยย หลังจากที่นิยายปลดแบนได้ ไรเตอร์ก็ลืมมาแว้บส่องที่นี่เลย ขอโทษจริงๆ น้า เอาเป็นว่าถ้าใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนต่อๆ ไปอยากอ่านล่ะก็ตามลิ้งค์มานะคะ http://writer.dek-d.com/baabaabaa/writer/view.php?id=618106 เง้ออออ ขอโทษจริงๆ น้า
Rule 12 : รักน้องต้อง"เมียงู" เอ้ย "เมียกู"

“เหี้ย” เสียงอุทานของผมเองครับ  พวกมันไม่ได้หน้าเหี้ยว่ะครับแต่พวกมันหล่อเหี้ย(ตกลงกูชมใช่ไหม?)  พระเจ้า! ผมอยากยกเท้ากระทืบหน้าตัวเองจริงๆ ครับ  เด็กม.ปลายห่าเหวอะไรวะโคตรหล่อเลย  พวกมันใส่รองเท้าแตะคีบและแต่งตัวไม่สมกับรถของพวกมันก็จริงแต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้พวกมันดูอุบาทว์เลย  ออกจะน่ารักด้วยซ้ำ  พวกนั้นใส่เสื้อยืดธรรมดากับกางเกงขาสั้นเท่าเข่า  บางคนก็ใส่กางเกงผ้าขายาว  ดูดีว่ะ!!

“พี่ลุกซ์ สวัสดีครับ” ไอ้เด็กหนึ่งในสี่คนนั้นโบกมือทักทายไอ้พี่ลุกซ์ก่อนจะเดินเข้ามาหา  เด็กคนนี้...หน้าตาแบบนี้เหมือนเคยเจอที่ไหน

“หวัดดี เอ้อ  นี่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย” ไอ้พี่ลุกซ์พูดพลางพยักพเยิดมาที่พวกผม  ไอ้เด็กสี่คนนั้นหันมามองก่อนจะไหว้สวัสดีทำเอาพวกผมรับไหว้แทบไม่ทัน  แบบว่า...ตะลึงกับความหล่อของพวกมันอยู่ครับ

“ไอ้นี่ชื่อขิมเป็นน้องไอ้ขลุ่ยมัน” ไอ้พี่ลุกซ์บอก  เอ้อ มิน่าล่ะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน  หน้าของไอ้เด็กขิมเหมือนพี่ขลุ่ยจริงๆ “ส่วนนั่นไอ้ดิน  ไอ้บอล แล้วก็ไอ้คิท” พี่ลุกซ์ชี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเด็กคนสุดท้าย  ไอ้คนสุดท้ายนี่แหละครับที่สะกดสายตาของผมแบบอยู่หมัด  มันเป็นคนแน่หรือ? มันไม่ใช่เทวดาใช่ไหม?  หน้านิ่งๆ แต่โคตรหล่อของมันทำให้ผมนึกถึงไอ้พี่ลัน  สองคนนี้มีสีหน้าเหมือนกันไม่มีผิด  หล่อแต่ชอบทำหน้าบูดเป็นตูดหมา  ตอนเด็กๆ แม่ไม่เคยสอนให้ยิ้มหรือไงวะ

“แล้วพวกพี่ๆ มากันหรือยังครับ?” ไอ้เด็กที่ชื่อขิมถาม  ดูจากลักษณะท่าทางอันแสนกวนตีนผมว่าไอ้เด็กนี่สมควรเป็นน้องไอ้พี่เสือจริงๆ

“อ้อ นั่น...มาพอดี” ไอ้พี่ลุกซ์มองไปที่ประตูทางเข้าก่อนจะชี้บอกเมื่อรถของไอ้พี่ลันกำลังเลี้ยวเข้ามา

“รถพี่ลันยังบาดใจผมเหมือนเดิม” ไอ้เด็กที่ชื่อดินพูดขึ้น  ตอนแรกผมนึกว่ามันประชดที่ไอ้พี่ลันขับรถบุโรทั่งแต่หน้ามันตอนพูดช่างดูปลาบปลื้มเสียจริง  อย่าบอกนะว่ามันชอบรถของไอ้พี่ลันตามที่พูดเมื่อกี้  ถ้ามึงชอบรถไอ้พี่ลันงั้นกูขอรถที่พวกมึงนั่งมาได้ไหม?  อยากได้อ่ะ!

พอรถไอ้พี่ลันมาจอดข้างรถพี่ลุกซ์เด็กที่ชื่อดินกับบอลก็ถลาแล่นลมไปหาทันที  พวกมันไปลูบๆ คลำๆ กระโปรงรถของไอ้ลันอย่างชอบใจ  รถของพวกมึงที่นั่งมาราคาตั้งหลายล้านไม่เห็นพวกมึงจะตื่นเต้นเลยแต่พวกมึงดันมาตื่นเต้นกับรถกระบะสีเขียวทึบๆ เนี่ยนะ

“พี่ลัน  เสียงเครื่องยนต์เร้าใจเป็นบ้าเลยอ่ะ” ไอ้เด็กที่ชื่อดินพูดหลังจากที่ไอ้พี่ลันลงมาจากรถ  เอ่อ...เร้าใจ? มึง...ไปผสมพันธุ์กับเสียงเครื่องยนต์หรือวะ?

“พอดีเพิ่งล้างเครื่องมา  ลองดูไหมล่ะ?” ไอ้พี่ลันถามพลางยื่นกุญแจรถให้

“ก็ดีครับ” ไอ้เด็กที่ชื่อบอลพยักหน้าก่อนจะรับกุญแจรถมาถือไว้  ชักจะงง  รถของไอ้พี่ลันมีดีอะไรวะครับ?

ไอ้เด็กพวกนั้นขึ้นไปนั่งบนรถโดยมีไอ้เด็กที่ชื่อบอลเป็นคนขับ  ลานจอดรถที่ตอนนี้โล่งว่างเพราะยังไม่ค่อยมีคนมา ถูกใช้เป็นสนามทดลองรถไปโดยปริยาย  เสียงเครื่องยนต์ดังครืนๆ ก่อนรถจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป  รถของพี่ลันขับหมุนวนรอบที่จอดรถหนึ่งรอบก่อนความเร็วจะเพิ่มขึ้น  ผมช็อคเมื่อรถของพี่ลันวิ่งเร็วมาก  พอถึงทางเลี้ยวเด็กคนนั้นกลับไม่ผ่อนความเร็วลงเลย  ชนแน่...ชนแน่ๆ

เอี๊ยดดดดดดด!!

จังหวะเข้าโค้งเสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนก็ดังหวีดหวิวเหมือนเสียงกรีดร้องก่อนรถของไอ้พี่ลันจะตวัดและไหลไปกับขอบกั้นรั้ว  เหี้ย!!! นี่มึงมาดริฟท์รถให้ดูกันสดๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ  โอ้พระเจ้า!! ทำได้ไงวะ?

พอดริฟท์หนึ่งรอบไอ้สองคนนั้นก็เปลี่ยนกันขับ  นี่พวกมึงดริฟท์รถเป็นยกแก๊งเลยหรือเปล่าเนี่ย?  พวกมึงเป็นเด็กมหัศจรรย์หรือเปล่า  นอกจากจะหล่อ รวยแล้วพวกมึงยังเจ๋งโคตรอีกด้วย  โอย...เด็กสมัยนี้...!

“อยากลองนั่งตอนดริฟท์ดูไหม?” เสียงเย็นๆ ดังขึ้นข้างหลังทำให้ผมสะดุ้งเฮือก!  ไอ้พี่ลันมาตั้งแต่ตอนไหนวะ?

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไม่พูดกับไอ้พี่ลัน  บอกไว้ก่อนเลยนะ  เห็นผมหน้าตาหล่อๆ(?) แบบนี้แต่ถ้าได้งอนใครผมงอนยาวเลยครับ

“นี่ยังไม่หายโกรธอีกหรือ?” ไอ้พี่ลันกระชากแขนผมจนแผ่นหลังผมปะทะกับร่างของไอ้พี่ลัน  ดีนะเนี่ยที่คนอื่นๆ เขากำลังสนใจรถจึงไม่มีใครสนใจว่าผมกับไอ้พี่ลันจะอยู่ในท่าที่ล่อแหลมแค่ไหน

“อย่ามาชวนคุยได้ไหม?!” ผมสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อออกห่างจากไอ้พี่ลัน

“ทำไมนายโกรธฉันคนเดียวล่ะ  ไอ้ไทไอ้ขลุ่ยแล้วก็ไอ้ลุกซ์ก็แกล้งนายเหมือนกันทำไมไม่โกรธพวกมันบ้าง?” ไอ้พี่ลันดึงผมกลับไปที่เดิมก่อนจะถามอย่างไม่พอใจ

“ไม่รู้! เหม็นขี้หน้าพี่ว่ะ” ผมพูด   ที่ผมโกรธไอ้พี่ลันคนเดียวก็เพราะพี่ลันมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงก็เลยหาเรื่องแกล้งผม  คนอื่นๆ มันก็แกล้งไปตาประสารุ่นพี่ขี้แกล้งเท่านั้นแต่ไอ้พี่ลันไม่ใช่คนขี้แกล้งแต่กลับจ้องจะแกล้งแต่ผมแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน  สงสัยจะอยากให้ผมยอมแพ้แล้วไปขอมีอะไรด้วยเพื่อแลกกับการให้แกหยุดแกล้งล่ะมั้ง  ชั่วจริงๆ

“มันไม่แฟร์เลยนะ” ไอ้พี่ลันพูด

“ใช่! มันไม่แฟร์เลยนะที่พี่เอาแต่แกล้งผมคนเดียวแบบนี้” ผมหันไปมองไอ้พี่ลันด้วยสายตาก้าวร้าว  จำไว้เลย อย่าหวังว่าจะได้จิ้มกูถ้ายังเอาแต่แกล้งกูแบบนี้ เชอะ!!

“ก็มัน...สนุก” ไอ้พี่ลันอึกอักก่อนจะหลบสายตาผมและพูดขึ้น

“พี่สนุกแล้วผมสนุกด้วยไหม? พี่แกล้งผมเช้าเที่ยงเย็นจนผมอายแทบแทรกแผ่นดินหนี  เดินไปที่ไหนก็มีแต่คนล้อ” ผมบ่น  คนในคณะต่างก็คิดว่าผมเป็นคนที่ถูกพวกพี่หมั่นไส้จนบางทีผมก็ถูกคนอื่นๆ แกล้งเพราะคิดว่าถ้าพวกมันจัดการกับผมได้พวกพี่ปกครองก็จะชมพวกมัน  สรุปคือพวกนั้นมันอยากประจบพี่ปกครองและผม...ก็เป็นเครื่องมือของพวกมัน

“ที่ถูกล้อก็เพราะไอ้ลุกซ์มันเปลี่ยนเนื้อเพลงให้นายต่างหาก” พี่ลันพูด

“แล้วที่ผมต้องแหกปากร้องเพลงคันหูมันเป็นเพราะใครล่ะครับ!?!” ผมถามอย่างโมโห  ก่อนจะร้องเพลงคันหรรมผมก็ต้องร้องเพลงคันหูเพราะไอ้พี่ลันมันสั่ง  อีกอย่างถ้าผมไม่ได้ร้องเพลงคันหูไอ้พี่ลุกซ์คงไม่เปลี่ยนเนื้อเพลงให้ผมร้องหรอก  สรุปคือทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะพี่ลัน!!

“อ่า...” ไอ้พี่ลันยกมือขึ้นเกาท้ายทอย  ขอโทษกูสิวะ  จะอึกอักทำไม  ถ้ายอมขอโทษล่ะก็กูจะโดดจูบปากมึงทีหนึ่งเลยเอ้า  ขอโทษกูเซ่!! แล้วปฏิญาณด้วยว่าจะไม่พยายามจิ้มกู  พูดสิๆๆ

“ฮู้ว!! รถพี่เสียงดีมากเลย” ไอ้เด็กดินจอดรถก่อนจะถลาแล่นลมมาหาไอ้พี่ลัน  ผมกับไอ้พี่ลันจึงรีบผละออกจากกันทันที

มึงขัดจังหวะมากไอ้เด็กหน้าหล่อ!!  จะว่าไป...พอได้ยืนใกล้ๆ ไอ้พวกนี้ผมก็สำเหนียกได้ว่าผมตัวเตี้ยมาก  ไอ้เด็กพวกนี้สูงมากเลยครับ ยิ่งถ้าเป็นไอ้เด็กที่ชื่อว่าคิทที่ผมชอบแอบมองหน้ามันบ่อยๆ ยิ่งสูง  ผมว่าไอ้พี่ลันสูงมากแล้วนะ ไอ้เด็กนี่ยังสูงกว่าอีก  ผมว่ามันต้องสูงเกิน 190 cm แน่ๆ  มึงเป็นคนหรือตึกวะไอ้น้อง?



 

หลังจากดูโชว์ดริฟท์รถของไอ้เด็กเปรต(เพราะมันสูง)พวกนั้นเสร็จแล้วพวกเราก็ยกโขยงกันเข้ามาในผับที่ตอนนี้เด็กวิศวะนั่งดื่มกันประปรายเพราะตอนนี้มันยังไม่ค่ำมากคนจึงยังไม่ค่อยมา  ไอ้พี่ลุกซ์กับไอ้พี่ลันที่เดินนำขบวนถูกคนเข้ามาทักตั้งแต่ประตูร้านยันโต๊ะของพวกเรา  รู้สึกว่าตัวเองเด่นจริงๆ เวลาเดินไปกับไอ้พี่พวกนี้  แต่ความเด่นของผมมันไม่ได้เด่นในเรื่องดีน่ะสิ  การที่ผมที่ถูกคิดว่ามีเรื่องกับพี่ปกครองเดินมากับประธานปกครองแบบนี้คนอื่นๆ ต้องคิดแน่ๆ ว่าผมถูกลากมายำ  ที่จริงผมก็กลัวถูกลากมายำอยู่หรอกนะครับแต่วันนี้ท่าทางผมจะรอดเพราะไอ้พี่ลุกซ์ใช้ให้ผมกับเพื่อนๆ เป็นพี่เลี้ยงเด็ก

ผมเลือกที่นั่งในสุดของโต๊ะผมไม่อยากนั่งใกล้ไอ้พี่ลัน  พี่ลันกับพี่ลุกซ์น่ะจะต้องลุกออกจากโต๊ะบ่อยเนื่องจากเป็นประธานปกครองทำให้ทั้งสองคนนั้นต้องนั่งอยู่ด้านนอกสุด

ที่นั่งข้างผมยุบฮวบลงตามน้ำหนักที่กดทับผมจึงค่อยๆ หันไปมองด้านซ้ายของตัวเอง(ด้านขวาไอ้เมฆมันนั่ง)ก่อนจะแอบใจเต้นเบาๆ เมื่อไอ้คิทที่โคตรหล่อมานั่งข้างๆ  อ่า...หน้าหันข้างก็หล่อว่ะ  จมูกโด่งเหมือนฝรั่งเลยอ่ะ  อยากมีแบบนี้บ้างจัง  โอ๊ย!! ทำไมเด็กสมัยนี้มันหล่อจังวะ  มันแดกอะไรเป็นอาหารวะเนี่ย!?!

“ไง หวัดดี” ผมเนียนๆ ทักมันไป  เผื่อจะได้ถามเคล็ดลับความหล่อของมันไง

“ดีครับ” ไอ้เด็กคิทเอียงหน้าหรี่ตามองผมนิดๆ  ท่าทางมันหยิ่งมากครับพี่น้อง  แต่หยิ่งแล้วหล่อแบบนี้ผมให้อภัยนะ

“นายสูงเท่าไหร่?” ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับไอ้เด็กคิทนี่ดีจึงถามออกไป  มันสูงมากเลยอ่ะครับผมก็เลยอยากรู้ว่าสูงเท่าไหร่

“หา!?!” ไอ้เด็กคิทขมวดคิ้วก่นจะมองผมด้วยสายตาแปลกๆ  สงสัยการถามเรื่องส่วนสูงจะเป็นการเสียมารยาทแฮะ ดูสิ  มันทำหน้าไม่พอใจใหญ่เลย

“อะ...ฮะๆๆ เปล่า พี่พูดว่าพี่สูงเท่าไหล่น้องต่างหาก ฮ่าๆๆๆ” ผมหัวเราะแก้เก้อ  แอบยืมมุขของพี่เสือมาใช้  ไอ้เด็กนี่มันไปกินรังแตนที่ไหนมาวะเนี่ย  หน้าบูดเป็นตูดหมาเชียว  ผมคิดผิดใช่ไหมที่ไปชวนมันคุย

“193”

“หือ?” มันพูดอะไรของมันวะ?

“ผมสูง 193 เซนติเมตร” คำตอบของมันทำให้ผมแอบเบิกตากว้าง  สูงโคตรเลยว่ะ  ท่าทางแม่มึงจะ ทอด ต้ม ตุ๋น อบ เสาไฟฟ้าให้กินแต่เด็กใช่ไหม?  ไอ้หมอนี่มันน้องของเสาไฟฟ้าชัดๆ

“ทำไมสูงจังเลย  บอกหน่อยสิพี่ก็อยากสูงบ้าง” ผมพูด

“อย่างพี่น่ะนะ...ไปตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า” เฮือก!! ผมสะดุ้งกับคำพูดของมันจนแทบกลิ้งตกโซฟาเลยครับ  เห็นหน้านิ่งๆ แบบนี้แต่ปากร้ายฉิบหาย  คำพูดของไอ้เด็กคิทเมื่อครู่ทำให้เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มดังขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนของผมหรือพวกไอ้พี่เสือต่างก็มองผมด้วยสายตาสมเพชปนขำขันทั้งนั้น  อย่าให้ถึงทีกูหัวเราะเยาะพวกมึงนะเว้ย!! “ล้อเล่นน่ะ” ไอ้เด็กคิทพูดหน้านิ่งๆ ก่อนจะหันไปจิบเหล้า  หน้าตาของคนพูดเล่นมันเป็นแบบนี้หรือนี่?

จากนั้นผมก็ชวนมันคุยไปเรื่อยๆ มันกัดผมมาผมก็กัดคืน  ถ้าผมไม่ชวนมันคุยมันก็จะไม่เปิดปากแต่ถ้าผมถามอะไรไปมันก็ตอบหมด  อย่างเช่นที่มันสูงขนาดนี้เพราะเป็นกรรมพันธุ์และเพราะเล่นบาส


 

 ผมมองไอ้เด็กคิทที่กำลังยกเหล้าเข้าปากอย่างอึ้งๆ  ไอ้หมอนี่ดื่มเก่งมาก  มันไปอดอยากปากแห้งมาจากไหนวะ  หรือมึงคิดว่าเหล้าเป็นน้ำเปล่า!?!  เมื่อกี้ยังแค่ดื่มแบบจิบๆ แต่พอหายไปคุยโทรศัพท์มาไอ้เด็กนี่ก็มีท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงก่อนจะกรอกเหล้าคงคอไม่ยั้งมือ  กูปรับอารมณ์ตามมึงไม่ทันนะครับไอ้หล่อ

“คิท เป็นอะไร  ดื่มเยอะไปแล้วนะ?” ผมทำใจกล้าถามออกไป  หน้าตามันตอนนี้ทำให้ผมกลัวจริงๆ ว่าถ้าเกิดผมพูดอะไรไม่เข้าหูมันผมอาจจะถูกลากไปฆ่าหมกส้วมก็ได้

“ผม...อกหัก” ไอ้คิทวางแก้วลงก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับ  เหี้ย!! หนังหน้าอย่างมึงยังกล้าอกหักแล้วหนังหน้าอย่างกูจะไปจีบใครติดวะ

“ใจเย็นน่า อย่างน้องน่าจะหาใหม่ได้ง่ายๆ เลยนี่” ผมยิ้มนิดๆ  ต่อให้ไอ้เด็กนี่ไปอ่อยผู้ชายที่ไม่ใช่เกย์ผมว่ามันก็อ่อยได้สบายๆ เลยครับ  ขนาดผมยังหลงหน้าตามันเลยนะเนี่ย

“ไม่หา! ผมรักของผม  ผมไม่อยากเสียเขาไป” ไอ้เด็กนี่ท่าทางจะเมาแล้วว่ะ  ผมว่ามันสมควรเมาตั้งนานแล้วนะเพราะมันดื่มไปเยอะมาก!

“แล้วทำไมเขาถึงไม่รักเราล่ะ?” ผมถาม  พยายามจะปลอบมันครับ  ท่าทางอย่างมันถ้าอาละวาดล่ะก็คงจะหยุดยาก  ตัวใหญ่อย่างกับควายแบบนี้ใครจะเอามันอยู่วะ

“ผมไปพนันกับแฟนเก่าไว้ว่าจะทำให้เขารักผม” ไอ้เด็กคิทพูดเสียงเบา  อ้าว...เลวนี่หว่า  ทำแบบนี้สมควรถูกทิ้งแล้วล่ะไอ้หนู

“สมควร” ผมพึมพำเบาๆ แต่ดูเหมือนไอ้เด็กนั่นจะได้ยินมันจึงช้อนสายตามองผม  ตาปรือๆ ของมันทำให้หน้าตามันดูเซ็กซี่มาก  บ๊ะ! สงสัยผมจะเป็นพวกหลงหน้าตาผู้ชายหล่อตอนเมาว่ะ  แล้วตอนกูเมากูหล่ออย่างนี้ไหมวะ  ดูจากสายตาเวทนาของผู้อ่านแล้วท่าทางจะไม่แฮะ

“พี่...พี่หน้าเหมือนคนรักผมว่ะ” ไอ้เด็กคิทจ้องหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะเอื้อมมือทั้งสองข้างมาตะปบที่หน้าผม  เฮ้ย!! อย่าทำอะไรบ้าๆ นะเว้ยไอ้หล่อ  กูหน้าเหมือนแต่กูไม่ใช่นะเว้ย  ไม่นะไม่! มึงอย่ายื่นหน้าเข้ามานะ! แม่ง! ยิ่งมองใกล้ๆ ยิ่งหล่อว่ะ เฮ้ย ไม่ใช่ละ  ใครก็ได้ช่วยกูทีก่อนที่กูจะเสียจูบให้ผู้ชายคนที่สาม  ขอเถอะ...อย่างน้อยๆ ให้กูได้จูบผู้หญิงบ้างเถอะ ขอร้อง

พรึ่บ!! 

ผมที่หลับตาปี๋เพราะกลัวจะถูกจูบลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อรับรู้ถึงแรงกระชากที่คอเสื้อ  ผมกับไอ้เด็กคิทถูกกระชากออกจากกันโดยฝีมือไอ้พี่ลันที่ยืนทำหน้าเป็นหมาล็อตไวเลอร์ตกมัน(?)

“จะทำอะไร!?!” ไอ้พี่ลันถามเสียงแข็ง  ผมแอบถอนหายใจโล่งอกเบาๆ ที่มีคนเข้ามาช่วย  เพราะตอนที่ผมกำลังจะถูกไอ้เด็กคิทจูบโต๊ะของผมไม่มีใครอยู่เลยเพราะเพื่อร่วมโต๊ะต่างก็ออกไปดิ้นกันให้มันไม่เว้นแม้แต่ไอ้เมฆกับไอ้วิท(พวกมันถูกรุ่นพี่ลากไป)

“น้องมันเมา” ผมบอก  ตอนนี้ไอ้เด็กคิทมันหลับคอพับไปแล้วครับ  ถูกกระชากทีเดียวสติหลุดเลยเหรอวะ?

“ก็เลยจะลักหลับมัน?” ไอ้พี่ลันมองผมดุๆ

“จะบ้าหรือไง! น้องมันคิดว่าผมเป็นแฟนมันต่างหาก  แล้วนี่พี่เป็นอะไร? ไปกินรังแตนที่ไหนมาถึงเอาแต่ทำหน้าดุแบบนี้!” ผมพูดอย่างไม่พอใจ  ไปโกรธใครมาแล้วเอามาลงที่กูวะเนี่ย

ไอ้พี่ลันทำเสียงฟึดฟัดก่อนจะกดผมให้พิงกับโซฟาและก้มหน้าลงมาจูบ  เฮ้ย!! อารมณ์ไหนเนี่ย?  มึงดึงน้องมันออกไปแล้วมาสานต่อด้วยตัวเองเนี่ยนะ?  ไอ้พี่บ้า นี่มึงกะจะให้กูระทวยแล้วจะพากูเข้าโรงแรมใช่ไหม?  อย่าหวังเลย!

“เฮ้ยพี่! นั่นเมียผม!!” ไอ้เด็กคิทที่คิดว่าเมาจนหมดสติลุกขึ้นมากระชากไหล่พี่ลันออกจนร่างไอ้พี่ลันลอยไปกระแทกโซฟา  แรงอย่างเยอะอ่ะ

แล้วกู...ไปเป็นเมียมึงตอนไหนวะ!?!

“ไอ้คิท!” ไอ้พี่ลันลุกขึ้นมาก่อนจะผลักได้เด็กคิทจนร่างใหญ่ๆ ของมันล้มลงไปนั่งที่เดิม  พวกนี้แรงเยอะกันจังวะ  ผลักตึกล้มได้ด้วยเว้ย

“นายหักหลังฉันเหรอ  นายทำแบบนี้ได้ไง ทำไมถึงไปจูบกับพี่ลัน  นายเป็นของฉันนะเว้ย!” ไอ้คิทชี้หน้าผมก่อนจะพูดออกมาอย่างน้อยอกน้อยใจ  แต่เดี๋ยวนะ...นายงั้นเหรอ?  ถ้ามันคิดว่าผมเป็นแฟนมันแล้วทำไมมันถึงยังเรียกผมว่านายล่ะ? มันต้องคิดว่าผมเป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอ?

หรือว่าแฟนมัน...ไม่ใช่ผู้หญิง!!!!

“ไอ้คิท! เลิกบ้าได้แล้ว  นี่ไม่ใช่แฟนแก!” ไอ้พี่ลันตะคอกใส่น้องมันก่อนจะตบหน้าผากแรงๆ เพื่อให้มันได้สติแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเพราะไอ้เด็กบ้านี่ยังโวยวายต่อ

“พี่ก็เหมือนกัน  พี่ก็รู้ว่าผมรักของผมแล้วพี่ยังจะมาแทงข้างหลังอีก  แม่ง เลวว่ะ  พี่มาเดี่ยวกับผมตัวต่อตัวเลยดีกว่า  เมียผมใครอย่าแตะ!!” ไอ้เด็กคิทพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะชี้หน้าไอ้พี่ลันอย่างหาเรื่อง  คิทเอ๊ย...กูไม่ใช่เมียมึงว่ะ

“ไอ้เหี้ยนี่เมียมึงที่ไหน? เมียกูต่างหาก!” ช็อค!!!!! ใครก็ได้เอามือมาลูบตาที่เบิกกว้างของผมให้หลับลงที  เมื่อกี้ผมฟังไม่ผิดใช่ไหม?

เมียกูต่างหาก...เมียกูต่างหาก...เมียกูต่างหาก...

เป็นเหมือนเสียงเอคโค่ที่ดังอยู่ในโสตประสาทของผม  เสียงของพี่ลันถูกรีซ้ำไปซ้ำมาด้วยประโยคเดิมๆ จนไม่สามารถสลัดคำพูดนั้นออกไปจากหัวได้เลย

“เมียพี่เหรอ? เหมือนเมียผมเลยว่ะ” ไอ้เด็กคิทนิ่งไปก่อนจะล้มลงนั่งบนโซฟาแล้วหลับไป  อ้าว ไอ้เด็กเวร  ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้วชิ่งเลยนะมึง  มึงชิ่งแล้วกูจะอยู่ทำไมล่ะครับ...ชิ่งบ้างสิ

ขณะที่ผมกำลังจะวิ่งหนีไอ้พี่ลันก็จับข้อมือของผมเอาไว้ได้ทัน  จับไว้ทำไม? ให้กูหนีเถอะ

“จะไปไหน?” ไอ้พี่ลันหันมาหาผมก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสนจะเย็นชา  เสียงเย็นยะเยือกขนาดนี้มึงแช่แข็งกูเลยเหอะ

“เอ่อ...” ผมเบือนหน้าหลบสายตา  รู้สึกเหมือนหน้าตัวเองร้อนมากจนแทบระเบิดออกมาเป็นชิ้นๆ แล้วครับ  ขอร้องเหอะพี่ลัน  ปล่อยกูเหอะเดี๋ยวระเบิดเวลาในร่างกายกูจะทำงาน  รู้สึกเขินๆ ยังไงก็ไม่รู้

“หน้าแดงขนาดนี้จะไปไหน?” ไอ้พี่ลันพูดก่อนจะดึงผมเข้าไปใกล้

“ผมรู้สึกเมาๆ ก็เลยจะกลับน่ะครับ” ผมเอามือปิดหน้าตัวเองไว้  ขอร้อง...ตอนนี้หัวใจผมเต้นรัวจนผมหายใจไม่ทันแล้วครับ

“ให้ฉันไปส่งนะ” พี่ลันพูดผมจึงรีบส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรครับ  ผมกลับเองดีกว่า” ผมรีบพูดเพราะจะรีบชิ่ง  ผมเชื่อเลยว่าหน้าของผมตอนนี้ต้องแดงมากๆ แน่ๆ  ผมไม่อยากให้ไอ้พี่ลันรู้ว่าตอนนี้หน้าผมแดงเพราะมัน!

“ยั่วกันขนาดนี้จะรีบหนีไปไหนล่ะ?” ไอ้พี่ลันก้มลงมาพูดที่ข้างหูของผมก่อนร่างของผมจะถูกฉุดกระชากออกจากร้านโดยที่ผมไม่สามารถปฏิเสธได้  เพียงคำพูดประโยคเดียวทำให้ผมลืมนึกถึงศีลธรรมและทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกต้องไปเลยหรือเนี่ย  แย่แน่ๆ กู  ถ้าหวั่นไหวง่ายขนาดนี้กูอาจจะไม่ได้เป็นเมียพี่ลันคนเดียวแล้วล่ะมั้ง  คืนนี้มันอีกยาวไกลไอเอ๋ย...

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ฮั่นแน่ะๆๆๆๆๆๆๆๆ  หวังอะไรกันอยู่เค้ารู้นะ ฮ่าๆๆ
ตอนหน้าจะเกิดอะไรขึ้นคงเดากันได้ไม่ยาก เอิ๊กกกกกก
รีดเดอร์อาจจะคิดกันว่า "ทำไมไอ้น้องไอมันใจง่ายจังวะ" ใช่ไหมล่ะ  แต่ที่จริงไอมันไม่ได้ใจง่ายนะคะแต่มันแพ้เสน่ห์ของไอ้พี่ลันอย่างราบคาบเลยล่ะค่า  ใครเจอมุขพาขึ้นเตียงแบบนี้ของไอ้พี่ลันเข้าล่ะก็ไม่มีรอดหรอกค่ะ  แล้วต่อจากคืนวันอันแสนยาวนานไอ้พี่ลันจะรู้ความรู้สึกที่ตัวเองอยากรู้หรือเปล่า? รออ่านตอนหน้านะจ๊ะ ^O^

สำหรับบางคนอาจจะรู้จักไอ้เด็กสี่คนนั้นเป็นอย่างดี  แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จักดีก็ไม่ต้องรู้จักก็ได้นะเพราะพวกมันเป็นแค่ตัวประกอบ ฮ่าๆ  แต่ถ้าอยากรู้จักเด็กพวกนั้นอย่างลึกซึ้งล่ะก็เข้าไปดูงานเขียนของไรเตอร์ที่ชื่อว่า I'm not gay นะคะ (แอบโฆษณา ฮ่าๆๆ)  ถึงชื่อเรื่องจะบอกว่าไม่เกย์แต่มันโคตรจะเกย์เลยค่ะ
ปล. เจอคำผิดตะโกนบอกนะจ๊ะ
ปอลอของปอลอ  พรุ่งนี้ไม่ได้มาอัพนะเพราะเค้าคงแต่งไม่ทัน T^T

อ้อๆๆ  แล้วก็ไรเตอร์ต้องขอขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ของคุณ โชตะค่อน ด้วยนะคะ  พอได้อ่านคำวิจารณ์ไรเตอร์ถึงกับนอนไม่หลับเลยค่ะ (อ่านเกือบๆ ตี2) แบบว่า...เค้ายิ้มหน้าเป็นจานเชิงเลยอ่ะค่าาาา   แค่ได้อ่านคำวิจารย์และคอมเม้นต์ของทุกๆ คนไรเตอร์ถึงกับไฟลุกรีบเปิดนิยายขึ้นมาแต่งต่อทันทีเลยค่ะ  ขอบคุณมากๆ นะคะ ^3^

Rule 11 : รักน้องต้องแกล้ง

สามสัปดาห์ผ่านไป   หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ยอมอยู่ใกล้ไอ้พี่ลันอีกเลย  เวลาผมเผลอหันไปมองแกผมก็มักจะแลบลิ้นใส่เสมอถ้าบังเอิญว่าแกหันมามองผมด้วยเหมือนกันผมก็จะขึงตาดุมองแกอย่างโกรธๆ ส่วนแกก็แอบยกยิ้มกวนตีนมาให้ผม  ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมก็คงจะดีใจที่เห็นไอ้พี่ลันยิ้มแม้จะเป็นรอยยิ้มเล็กๆ เพียงเสี้ยววินาทีแต่ตอนนี้ผมไม่อยากเห็นเพราะมันทำให้ผมใจเต้นแรง  เพราะอะไรน่ะหรือ...เพราะกลัวรอยยิ้มของแกน่ะสิ!

และตอนนี้ผมก็กำลังยืนอยู่หน้าตึกคณะพร้อมกับป้ายห้อยคอที่มีคำอันแสนทุเรศทุรังเขียนแปะไว้โดยมีไอ้พวกพี่ปกครองปีสามนั่งมองพลางหัวเราะกันยกใหญ่  จะอะไรอีกล่ะครับ  ก็เพราะไอ้พี่ลันนั่นแหละเข้ามาทักผมพร้อมกับโอบไหล่ผมก็เลยวีนเข้าให้สุดท้ายก็เลยโดนแกล้ง  นอกจากจะต้องห้อยป้ายที่เขียนแกล้งไว้ว่า ผมเป็นตุ๊ด ยอมให้เสียบตูดครับผม!! ผมยังต้องตะโกนร้องเพลงคันหูอีกต่างหาก  คนที่เดินผ่านไปมาหัวเราะกันยกใหญ่เลยล่ะครับ  ส่วนไอ้ที่เป็นตัวตลกอย่างผมก็ได้แต่ร้องเพลงทั้งน้ำตาตกใน

“เฮ้ย! ร้องให้มันเป็นเพลงหน่อย!!” ไอ้พี่ลุกซ์ที่ไม่รู้มาจากนรกขุมไหนตะโกนขึ้น  ก็ผมน่ะไม่ได้ร้องเพลงแต่ท่องเนื้อเพลงต่างหาก  ผมอยากเกรียนครับ เหอๆ

“มีพี่รหัสคนไหนเขาแกล้งน้องขนาดนี้วะ” ผมบ่นอุบอิบ  ก็ไอ้ตัวตั้งตัวตีที่ให้ผมเป็นตัวตลกคือพี่สายรหัสของผมเองนี่ครับ  ทั้งไอ้พี่ลุกซ์และไอ้พี่ลัน!

“บ่นอะไร!?!” ไอ้พี่ลุกซ์ตะโกนถามขึ้นผมจึงรีบส่ายหน้าก่อนจะท่องเนื้อเพลงต่อ “เอางี้ๆ เนื้อร้องแม่งไม่มันว่ะ เบื่อละ  เปลี่ยนเป็นแบบนี้ดีกว่า” ไอ้พี่ลุกซ์ยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะเดินเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาให้

ผมก้มลงมองตัวหนังสือที่เรียงตัวสวยอย่างอึ้งๆ ลายมือไอ้พี่ลุกซ์สวยว่ะแต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนดีกว่า  มาร้องไห้กับเนื้อเพลงที่พี่แกแก้ดีกว่าครับ

“ถ้าคราวนี้คุณท่องผมจะให้คุณคลานพร้อมกับเห่าเป็นหมารอบตึกคณะ” ไอ้พี่ลุกซ์ดักทางผมไว้ก่อนจะเดินไปนั่งรวมกับพวกพี่ปกครองที่แห่กันมาดูผม  อย่ารักกูขนาดนั้นเลยครับพี่  กูสยอง

“คันหู ไม่รู้เป็นอะไร  เอาสำลีมาปั่นก็ไม่หาย  คันจริง...มันคันอยู่ข้างใน  คันหูทีไรขนลุกทุกที  แม่ครับหายาให้ผมหน่อย  ไม่งั้นต้องคอยคันอยู่อย่างนี้  ตอนเด็กๆ ไม่เคยคันซักที  พอเริ่มเป็นหนุ่มได้สักสองสามปี หรรม(ตั้งใจเขียนแบบนี้เพื่อไม่ให้มันตรงเกินไป)ก็เริ่มมีอาการคัน...คัน” ผมหลับหูหลับตาร้องเพลงอย่างไม่คิดชีวิต  กูไม่มีอะไรให้อายไปมากกว่านี้แล้วครับ  กูอยากร้องไห้ครับ!! ยิ่งเสียงหัวเราะดังมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งอยากร้องไห้มากขึ้นเท่านั้น  คราวนี้ผมไม่พอใจจริงๆ นะ  เอะอะไรทำโทษผมตลอด  ยิ่งไอ้พี่ลันยิ่งหาเรื่องแกล้งผม  เมื่อเช้าแกก็แกล้งให้ผมปั่นจิ้งหรีดจนเวียนหัวไปหมด  จะแกล้งก็ให้มันเพลาๆ หน่อยก็ได้นี่หว่า

“ฮ่าๆๆๆ  สนุกเว้ย!” ไอ้พี่ลุกซ์กับพวกพี่ปกครองตบเข่าตบโต๊ะหัวเราะน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล

“ผมไปได้หรือยังครับ” ผมพูดแทรกบรรยากาศหฤหรรษ์ของพวกพี่ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นๆ จนพวกพี่ๆ แทบหุบยิ้มไม่ทัน  ผมเป็นตัวตลกมานานพอแล้ว  ผมถูกแกล้งให้คนอื่นเขาหัวเราะทุกวี่ทุกวันจนผมเบื่อ  แกล้งให้ผมเจ็บตัวหรือเหนื่อยกายยังจะดีกว่านี้ซะอีก  ช่วงนี้พวกผู้หญิงเขาหันมามองหน้าผมแล้วก็เอาไปซุบซิบหัวเราะคิกคักกันใหญ่  มันอายนะครับที่ถูกเพศตรงข้ามหัวเราะเยาะแบบนี้

เมื่อพวกพี่ๆ ไม่ตอบผมก็รีบเดินไปหาไอ้เมฆกับไอ้วิท(เพื่อนใหม่)ที่ยืนรออยู่ข้างตึกทันที

ไอ้วิทเองก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันครับ  พวกผมเห็นมันเดินคนเดียวมาหลายสัปดาห์แล้วก็เลยเข้าไปคุยด้วย  ไอ้หมอนี่มันพูดน้อยคนก็เลยไม่ค่อยคบ  ที่มันพูดน้อยก็เพราะมันติดพูดสำเนียงบ้านเกิดของตัวเองมันก็เลยอายที่จะพูดแต่ว่าผมกับไอ้เมฆเป็นคนภาคเดียวกันกับมันก็เลยพูดกับมันได้อย่างไม่อายใคร  บางทีถ้ามันหลุดมาผมกับไอ้เมฆก็จะแกล้งหลุดตามมันเพื่อไม่ให้มันอาย  ผมไม่คิดว่ามันน่าอายหรอกนะครับที่จะต้องพูดภาษาบ้านเกิดแต่พอดีว่าไอ้วิทมันซื่อบื้อพอกับไอ้เมฆมันก็เลยกลัวว่าถ้าหลุดออกมาแล้วคนจะล้อมัน

“เมฆ วิท  รีบไปเถอะว่ะ” ผมตบไหล่ไอ้เมฆกับไอ้วิทก่อนจะรีบเดินนำ  ยิ่งได้ยินเสียงไอ้พวกพี่ปกครองผมก็ยิ่งหงุดหงิด  อยากจะเดินไปให้พ้นๆ พวกมันจริงๆ  ถ้าไม่ติดว่าเป็นรุ่นพี่ผมโดดถีบยอดกมันเรียงตัวไปนานแล้วล่ะครับ  อย่าให้เจอว่าเดินคนเดียวแถวบ้านกูนะ...กูจะลากเข้าซอกแล้วกระทืบให้กระอักเลือดเลยคอยดู


 

ตอนแรกๆ ผมก็แค่หลอนที่ไอ้พี่ลันจะปล้ำผมแต่ก็ไม่ได้โกรธอะไรมากมายแค่ระวังตัวมากขึ้นเท่านั้นแต่ตอนนี้ผมโกรธจนไม่อยากจะมองหน้าไอ้พี่ลันแล้วล่ะครับ  แกล้งผมทุกวัน เช้า เที่ยง เย็นแบบนี้ผมรับไม่ไหวหรอก  คอยดูเถอะ...ถ้าเห็นไอ้พี่ลันอยู่ที่ไหนผมจะรีบหนีให้ไกลจากที่นั่นเพราะไม่อย่างนั้นผมก็จะกลายเป็นตัวตลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า


 

ก่อนที่พวกผมสามคนจะเดินกลับหอ(ไอ้วิทก็อยู่หอเดียวกันแต่คนละชั้น)ไอ้พี่เปอร์กับพี่พัดก็เดินเข้ามาหา

“พวกพี่ๆ เขานัดกันกินเหล้าที่ร้านเดิม  พวกนายจะไปไหม?” ไอ้พี่เปอร์ถาม

“ไม่ไปครับ!” ผมตอบทันที  ถ้าไปผมก็คงจะถูกแกล้งอีกนั่นแหละซ้ำร้ายอาจจะถูกไอ้พี่ลันลากไปปล้ำก็ได้  ไม่เอาเด็ดขาด!!

“นั่นสิ  พี่ว่านายไม่ไปนั่นแหละถูกแล้ว  เดี๋ยวก็โดนเล่นงานจนกระอักหรอก  ช่วงนี้พวกปกครองเขาเล็งแกล้งนายอยู่นะ” ไอ้พี่พัดพูด  แหงสิครับ  ก็ไอ้ประธานปกครองปีสูงๆ มันแกล้งผมพี่ปกครองคนอื่นๆ ก็เลยอยากแกล้งด้วยน่ะสิ!

“เดี๋ยวกูเคลียร์ให้เอง” ไอ้พี่เปอร์ตบไหล่ผมพลางยักคิ้วให้

“ขอบคุณครับ” ผมลากเสียงยาวพลางก้มหัวไหว้พี่เปอร์จนหน้าผากแทบจรดเข่า

ไอ้พี่เปอร์กับไอ้พี่พัดยิ้มก่อนจะเดินกอดคอกันจากไป  ถ้าไม่มีไอ้พี่เปอร์ล่ะก็ผมตายแน่เลย  ถึงพี่แกจะจัดการกับไอ้พี่ลันไม่ได้แต่อย่างน้อยก็จัดการกับไอ้พี่ลุกซ์ได้ล่ะวะ  หายห่วงไปเปราะหนึ่ง

“ไอ โตไปเฮ็ดหยังไว้ พวกรุ่นพี่คือซังโตแท่ะ(ไอ นายไปทำอะไรไว้  ทำไมพวกรุ่นพี่ถึงไม่ชอบนายอ่ะ)” ไอ้วิทพูด  บางทีมันก็พูดกับพวกผมเป็นภาษาบ้านเกิดนั่นคือภาษาอีสานนั่นเอง  ที่จริงผมชอบพูดภาษาอีสานมากนะ  ผมว่ามันน่ารักดี

“เฮาบ่ค่อยถืกกับพี่ประธานปกครองปานใด๋  เขาก็เลยหมั่นไส้เฮา(ฉันไม่ค่อยถูกกับพี่ประธานปกครองเท่าไหร่  เขาก็เลยหมั่นไส้ฉัน)” ผมตอบ  กูไม่ให้มันซั่มมันก็เลยหมั่นไส้กู

“แต่ก่อนกูกะว่ามึงสนิทกับพวกรุ่นพี่อยู่เด๊  หลังจากมื้อที่มึงบ่กลับบ้านพวกรุ่นพี่เขากะเริ่มแกล้งมึงแล้ว  มึงไปเฮ็ดหยังไว้?(แต่ก่อนกูคิดว่ามึงสนิทกับพวกรุ่นพี่อยู่ไม่ใช่เหรอ  หลังจากวันที่มึงไม่กลับบ้านพวกรุ่นพี่เขาก็เริ่มแกล้งมึงแล้ว  มึงไปทำอะไรไว้?)” ไอ้เมฆถาม  พอเห็นพวกผมพูดอีสานมันก็เลยอยากแจมด้วย

“กูกะบ่ฮู้  สงสัยตอนกูเมากูไปตีปากอ้ายลันมั้ง  ต่อไปนี้กูสิบ่ไปยุ่งกับอ้ายหมู่นี้แล้ว แม่ง ซวยอีหลีวะ (กูก็ไม่รู้  สงสัยตอนกูเมากูไปต่อยปากพี่ลันมั้ง  ต่อไปนี้กูจะไม่ไปยุ่งกับพวกพี่เขาแล้ว  แม่ง  ซวยฉิบหาย)” ผมบ่น  ผมไม่กล้าบอกพวกนี้หรอกครับว่าทำไมผมถึงถูกหมั่นไส้

“มึงไปตีปากหรือไปดูดปากเขาบักห่า? หึย! อย่าให้กูฮู้เด้อว่ามึงมีเรื่องหยังกับอ้ายลันกันแน่ (มึงไปต่อยปากหรือไปดูดปากเขาวะไอ้ห่า? ชิ! อย่าให้กูรู้นะว่ามึงมีเรื่องอะไรกับพี่ลันกันแน่)” ไอ้เมฆมองผมอย่างสงสัย

“เว้าไปทั่วเนาะบักห่านี้แมะ โอ๊ว (พูดไปเรื่อยเนอะไอ้ห่านี่ โด่!)” ผมหลบสายตาไอ้เมฆก่อนจะลอยหน้าลอยตาพูด  ไอ้บ้านี่มันฉลาดในเรื่องโง่ๆ จริงๆ

“เฮาเหลือโตนโตอีหลี  รุ่นพี่กะแกล้งแฮงโพด(ฉันสงสารนายจริงๆ  รุ่นพี่นี่ก็แกล้งแรงเกินไปว่ะ)” ไอ้วิทส่ายหน้าไปมาก่อนจะตบไหล่ผมเหมือนให้กำลังใจ  จากนั้นพวกเราก็นั่งรถเมล์กลับไปที่หอ


 

ตึงๆๆๆ

ขณะที่พวกผมกำลังสนุกกับการเล่มเกมเพลย์สเตชั่นทรีอยู่ในห้องของผมก็เกิดเสียงอึกทึกขึ้นที่หน้าประตู  ใครมาทำร้ายน้องประตูห้องกูอีกวะเนี่ย  อีกไม่นานคงได้เปลี่ยนประตูใหม่แล้วล่ะครับ เฮ้อ สงสารประตูกูหน่อย  เคาะเบาๆ ก็ได้ยินแล้วโว้ย

“เคาะเบาๆ ก็ได้ครับ” ผมเปิดประตูออกไปก่อนจะบ่นอย่างหัวเสีย  เมื่อกี้ผมกำลังจะชนะเกมที่ผมเล่นแล้วครับแต่เพราะผมตกใจกับเสียงเตะประตูผมจึงแพ้ไปอย่างน่าสมเพช

ผ่าง!! แสงสีส้มที่ลอดผ่านเงาใหญ่ๆ ที่ยืนอยู่หน้าประตูทำให้ผมตกใจ  ที่มาของเงาใหญ่ๆ นั่นไม่ใช่อะไรที่ไหนแต่เป็นไอ้พี่ลันกับเพื่อน  ผมรีบปิดประตูลงกลอนทันที  ผมตกใจนะครับที่เจอกับพวกพี่ๆ ตอนนี้  ก็ผมไม่อยากเจอนี่ครับ  เจอทีไรถูกแกล้งตลอด  ที่มาหาผมตอนนี้คงจะมาบังคับให้ผมไปดื่มเหล้าด้วยแน่เลย  แต่ผมจะไม่ไปเด็ดขาด  ผมเชื่อว่าถ้าผมไปผมคงจะถูกไอ้พี่ลันมอมเหล้าแล้วพาเข้าห้องแน่

“อะไรวะ?” ไอ้เมฆกดหยุดเกมเอาไว้ก่อนจะหันมามองผมที่มีท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนคนกำลังหนีเจ้าหนี้

“ไอ้พี่สามคนนั้นอะดิมาตามถึงหอเลย” ผมถอนหายใจทางปากก่อนจะกระแทกก้นลงบนเตียงนอน  ซวยแน่ๆ ถึงไม่อยากไปวันนี้ผมก็คงต้องได้ไปแหงแซะเพราะตอนนี้ประตูห้องของผมเริ่มถูกฆาตกรรมอีกแล้วครับ

“ไหนพี่เปอร์บอกว่าจะจัดการให้ไง” ไอ้เมฆขมวดคิ้ว  มันเองก็คงเป็นห่วงผมไม่น้อยที่ถูกพวกรุ่นพี่แกล้งจนแทบกระอัก

“ไม่รู้ว่ะ  แม่ง วันนี้ได้แดกซวยเป็นอาหารเย็นแน่กู” ผมขยี้ศีรษะของตัวเองอย่างเซ็งจิต  ให้ตายเถอะ! ผมไม่อยากเจอหน้าไอ้พี่ลันเลยครับ  กับพี่ขลุ่ยไอ้พี่เสือผมก็ปกติดีไม่มีปัญหาแต่กับไอ้พี่ลันนี่สิ  ผมทั้งระแวงและโกรธมากครับ  ชิ!! พอเราไม่ยอมให้ลวนลามก็เลยโกรธจนหาเรื่องแกล้ง  นิสัยไม่ดีจริงๆ

“เดี๋ยวกูออกไปรับหน้าก่อน  มึงแกล้งนอนตายบนที่นอนไปก่อนละกัน” ไอ้วิทลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินไปที่หน้าประตู  ผมรีบกระโดดลงบนเตียงก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง  คิดซะว่านี่คือผ้าคลุมล่องหนของแฮรี่ พ็อตเตอร์

เสียงคุยกันที่ฟังไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นก่อนจะเงียบไป  ในใจผมเต้นตึกๆ เพราะรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี  หวังว่าไอ้วิทคงไม่ได้เชื้อเชิญยักษ์สามตัวนั้นเข้ามาในห้องอันคับแคบของผมหรอกนะ  โอย ผมอยากให้ผ้าห่มของผมเป็นผ้าคลุมล่องหนจริงๆ

เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นและค่อยๆ เบาลงเหมือนกำลังเดินออกจากห้อง  ผมยิ้มออก  ฮุๆ สงสัยไอ้ยักษ์ปักหลั่นสามตัวนั้นคงไสก้นตัวเองกลับไปแล้วล่ะมั้ง  แต่ทำไมถึงกลับไปง่ายจังวะ  หรือว่า...!! หรือว่าผ้าห่มของผมเป็นผ้าคลุมล่องหนจริงๆ  โอ้แม่เจ้า!

ตุบ! แอ่ก!

ผมแทบอ้วกเมื่อน้ำหนักของตัวคนทับลงบนตัวของผมแบบไม่มีกั๊ก  ไอ้คนที่มันนอนทับผมอยู่นี่จะรู้ตัวบ้างไหมว่ามันตัวโคตรหนักเลย  น้ำหนักแบบนี้คงไม่ใช่ไอ้เมฆแน่   ท่าทางจะเป็นไอ้วิท  ฮึ่ม! เชี่ยวิท มึงก็รู้ว่ากูอึดอัดแล้วมึงยังจะมาเพิ่มความอึดอัดให้กูหาญาติฝ่ายพ่อมึงเหรอ

“ไอ้วิท! กูจุก!” ผมตะโกนเสียงอู้อี้เพราะหน้ากดทับหมอน  ผมดิ้นก่อนจะฟาดมือสะเปะสะปะเพื่อตบตีไอ้วิทที่มาแกล้งผมแบบนี้  หายใจไม่ออกเว้ย “ไอ้วิท  ถ้ามึงยังไม่ลุกกูจะ...” ผมขู่ไอ้วิทอีกรอบก่อนจะดิ้นจนหลุดออกจากพันธนาการของผ้าห่ม

“จะทำไม?” เมื่อหลุดออกมาผมก็หันไปหวังจะชี้หน้าด่าไอ้วิทแต่แล้วใบหน้าที่ผมเผชิญอยู่กลับเป็นใบหน้าหล่อๆ ที่แสนคุ้นเคย

ไม่ใช่ไอ้พี่ลัน...ไม่ใช่ไอ้พี่ขลุ่ย...และไม่ใช่ไอ้พี่เสือ!!

ไอ้พี่ลุกซ์!!! มึงมาอยู่ที่นี่ได้ไงวะ!?!

ตอนนี้คนอื่นๆ ออกไปยืนอยู่หน้าประตูครับส่วนผมก็ยังอ้าปากค้างทำหน้างงเป็นหมาโง่กับการมาของไอ้พี่ลุกซ์  มันมาตอนไหน? มาได้ไง? มาหาเตี่ยมันเหรอ?

“ผมอยากดื่มกับคุณ” ไอ้พี่ลุกซ์ลุกออกจากเตียงก่อนจะจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่แล้วพูดขึ้น  มึงมาไม้ไหนวะครับ? มึงอยากดื่มกับกูหรือมึงอยากแกล้งกูวะ?

“เอ่อ...พรุ่งนี้ผมมีเรียนแต่เช้าครับ” ผมหาข้ออ้าง  พรุ่งนี้วันอะไรผมยังไม่รู้เลยเพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าผมจะรู้เวลาเรียนของตัวเอง  ที่พูดไปน่ะตอแหลล้วนๆ

“พรุ่งนี้วันหยุด” อ้าวสลัดผัก!! คำตอแหลของกูเป็นหมันซะงั้น

ผมอึกอักก่อนจะมองไปหาตัวช่วยที่ยืนอยู่หน้าประตู  ผมมองตั้งแต่ไอ้พี่เสือที่ยืนอยู่ริมสุดด้านซ้ายจนถึงไอ้วิทที่ยืนอยู่ริมสุดด้านขวาและแน่นอนว่าพอมองไอ้พี่ลันผมก็ค้อนใส่ทันที  แต่ไม่ว่าผมจะมองอย่างอ้อนวอนแค่ไหนทุกคนก็หลบสายตาของผมกันหมด

พี่เปอร์...ทำไมพี่เปอร์ไม่มาด้วยวะ  คนที่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับไอ้พี่โหดลุกซ์นอกจากจะมีไอ้พี่ลันแล้วยังมีไอ้พี่เปอร์ด้วยนี่หว่า  พี่เปอร์ครับ...ช่วยเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยน้องด้วย  น้องกำลังจะถูกอัศวินดำลงดาบแล้ว

“ห้ามขัดคำสั่งของผม!” ไอ้พี่ลุกซ์สั่งเมื่อเห็นผมไม่หือไม่อือกับคำเชิญชวนของแก กูถูกมึงบังคับขนาดนี้แล้วกูจะปฏิเสธได้เหรอครับ  เบื่อจริงโว้ยกับไอ้พวกใช้อำนาจเพื่อความพึงพอใจของตัวเอง  บ้าอำนาจกันทั้งพี่ทั้งน้องเลยว่ะ!!


 

สุดท้ายพวกผมสามคนก็ถูกพวกรุ่นพี่หิ้วติดมือมาที่ผับ  ก่อนจะไปผับผมถูกเชื้อเชิญให้ไปนั่งรถพี่ลันแต่ผมกลับกระโดดขึ้นรถไอ้พี่ลุกซ์ทันที  ผมไม่ได้นั่งรถพี่ลุกซ์เพราะเหตุผลว่ารถของพี่ลุกซ์นั่งสบายกว่าหรอกนะครับแต่เพราะผมไม่อยากอยู่ใกล้ไอ้พี่ลัน  ผมโกรธ!

ผมสงสัยเหลือเกินครับว่าตกลงสองคนนี้เป็นพี่น้องกันจริงหรือเปล่า  ดูจากหน้าตา ชื่อ และนิสัยมันก็ใช่อยู่หรอกแต่ดูจากความสัมพันธ์ของสองคนนี้แล้วผมว่ายังไงก็ไม่ใช่  อีกอย่างนะ...พี่ลุกซ์ขับรถอย่างหรู  ถ้าให้ผมคะเนราคาจากสภาพรถล่ะก็ผมคิดว่าคงไม่ต่ำกว่า 5 ล้านแต่รถไอ้พี่ลันดูอย่างไรมันก็แสนต้นๆ  ถ้าเป็นพี่น้องกันจริงสภาพรถมันน่าจะคล้ายๆ กันไม่ใช่หรือ  งงว่ะ

ผมไม่ได้เปรียบเทียบพี่ลุกซ์กับพี่ลันนะครับ  ผมไม่ได้คิดว่าพี่ลันด้อยกว่าพี่ลุกซ์เลยแต่ผมแค่สงสัยเท่านั้นว่าตกลงสองคนนี้เขามีเรื่องอะไรกัน  แต่ก็ช่างมันเถอะ เรื่องของครอบครัวเขา

“วันนี้จะมีคนรู้จักมาดื่มด้วย  เป็นแค่เด็กม.ปลายและจะมานั่งโต๊ะกับเรา  ฝากดูแลหน่อยละกัน” ไอ้พี่ลุกซ์พูดขณะหักพวงมาลัยเข้าไปจอดที่จอดรถของผับ  โต๊ะเรา? นี่ตกลงมึงจะให้กูนั่งโต๊ะกับมึงเหรอ? รักกูขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย? T__T

“ทำไมถึงพาเด็กม.ปลายมาด้วยครับ? เขาไม่ว่าอะไรหรือ?” ผมถามอย่างสงสัย  เด็กม.ปลายห้ามเข้าผับนี่หว่า  แต่ตอนที่ผมอยู่ม.ปลายผมเข้าผับเป็นว่าเล่นเลยล่ะครับ แฮะๆๆ

“พวกนั้นมันเส้นใหญ่แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็ยังเด็ก  พวกคุณช่วยดูแลอย่าให้พวกมันดื่มเยอะด้วยนะ” ไอ้พี่ลุกซ์พูดพลางใส่เบรกมือและปลดล็อกประตูเมื่อรถจอดสนิท  สรุปว่าที่เรียกพวกกูมาเพราะจะให้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กว่างั้น?  แต่ก็ดี อย่างน้อยผมก็คงไม่โดนแกล้ง...มั้ง

“มีเด็กผู้หญิงไหมครับ?” ไอ้เมฆถามขึ้นหลังจากทุกคนออกมาจากรถแล้ว

“ไม่มี อ๊ะ! นั่นไง...พวกมันมาพอดี” ไอ้พี่ลุกซ์พูดก่อนจะชี้ไปที่รถคันหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาจอด  เหี้ย!! รถที่เพิ่งเข้ามาจอดนั่นมัน Alpha Romeo เลยนะเฮ้ย!! เด็กม.ปลายห่าเหวอะไรวะขับรถแบบนั้น  แค่ไอ้พี่ลุกซ์ขับปอร์เช่กูยังอึ้งแทบตายแล้วนี่เป็นแค่เด็กม.ปลายแต่เสือกขับรถอย่างหรู  พ่อแม่มึงขายยาบ้าหรือเปล่าวะ?

ผมตาค้างมากกว่าเดิมเมื่อไอ้เด็กพวกนั้นเปิดประตูรถลงมา  เหมือนเป็นภาพช้าที่กำลังเคลื่อนอย่างพลิ้วไหว  ประตูเปิดออกก่อนขาของเจ้าพวกนั้นจะยื่นออกมา  ที่ผมช็อคก็เพราะไอ้เด็กพวกนั้นมันใส่รองเท้าแตะคีบครับ  ขี่รถมาอย่างหรูแต่ใส่แตะคีบเนี่ยนะ  เจริญ!

ผมถอนหายใจนิดๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี  ไอ้เราก็วาดไว้ว่าเด็กพวกนั้นต้องหน้าตาหล่อเหมือนรถมันแน่ๆ  แต่เห็นแค่รองเท้าผมก็ดีใจแล้วครับเพราะอย่างน้อยก็คงมีคนหน้าเหียกกว่าเรา อิ๊ๆ

“เหี้ย” เสียงไอ้เมฆกับไอ้วิทอุทานอย่างเลื่อนลอย  เฮ้ย! หน้าพวกมันเหี้ยขนาดนั้นเลยเหรอวะ  ว่าแล้วผมก็หันไปมองบ้าง...

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ปล่อยให้ค้างเบาๆ
เด็กเหล่านั้นจะเป็นใครนะ?
ฮ่าๆ ไรเตอร์แต่งไปขำไปตอนที่สามหนุ่มพูดภาษาอีสานกัน  ใครไม่ใช่คนอีสานไรเตอร์ต้องขอโทษด้วยเน้อ
เอาล่ะ  ลุ้นกันต่อไปว่าพี่ลันกับพี่ลุกซ์มันมีปัญหาอะไรกันถึงไม่ถูกกันขนาดนั้น

ชี้แจงแถลงไขนิดหนึ่ง (เพราะรีดเดอร์อาจจะสงสัยในสถานะของหนุ่มๆ)
ฝ่าย(ที่ท่าทาง)เมะ
1.อิพี่ลัน  เป็นเมะแท้แน่จริง
2.อิพี่ขลุ่ย  รายนี้ก็เมะแต่ชอบทำตัวสะดิ้งเบาๆ
3.อิพี่เสือ  หน้าดุอย่างนี้ต้องเมะอยู่แล้ว
4.อิพี่ลุกซ์  ขี้โวยวายแต่รายนี้เขาเมะมาก
5.น้องวิท ซื่อๆ ใสๆ นิสัยน่ารักไม่ทันคนแบบนี้แต่เขาก็เมะนะเออ
ฝ่าย(ที่ท่าทางจะเป็น)เคะ
1.น้องไอ  คนนี้คิดว่าตัวเองเมะแต่เคะฉิบหาย
2.น้องเมฆ  น่ารักซื่อบื้อแบบนี้ไม่เคะไม่ได้แล้ว
3.พี่เปอร์  กวนตีน ขี้เล่น  ขี้วีน  คิดว่าตัวเองเมะแต่ก็เคะแตก
4.เคะปริศนาของน้องวิท!?!?!?!?!
ปล. อิพี่เสือไม่มีเคะ  ปล่อยให้มันไปมีชีวิตปกติดีกว่าเนอะะะะะ

 ตอนต่อไป...
เด็กๆ ม.ปลายตัวแสบจะเข้ามาทำให้หัวใจพี่ลันและน้องไอปั่นป่วน  หนึ่งในนั้นที่ทำให้น้องไอจ้องมองได้ไม่หยุดเป็นหนุ่มหล่อหน้ามนที่หล่อไม่แพ้พี่ลันและเด็กหนุ่มคนนั้นมีหน้าตายเหมือนไอ้พี่ลันเด๊ะ!  น้องไอจะต้านทานความหล่อแสบตาของไอ้เด็กคนนั้นหรือไม่!?!  แล้วไอ้พี่ลันจะทำอย่างไรเมื่อเมีย(??)แอบนอกใจ...
ติดตามอ่าน...พรุ่งนี้นะจ๊ะ

ปอลอลิง  เห็นคำผิดตะโกนบอกเค้าดังๆ นะตัวเอง