ว้ายตายยยยยยย หลังจากที่นิยายปลดแบนได้ ไรเตอร์ก็ลืมมาแว้บส่องที่นี่เลย ขอโทษจริงๆ น้า เอาเป็นว่าถ้าใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนต่อๆ ไปอยากอ่านล่ะก็ตามลิ้งค์มานะคะ http://writer.dek-d.com/baabaabaa/writer/view.php?id=618106 เง้ออออ ขอโทษจริงๆ น้า
Rule 12 : รักน้องต้อง"เมียงู" เอ้ย "เมียกู"

“เหี้ย” เสียงอุทานของผมเองครับ  พวกมันไม่ได้หน้าเหี้ยว่ะครับแต่พวกมันหล่อเหี้ย(ตกลงกูชมใช่ไหม?)  พระเจ้า! ผมอยากยกเท้ากระทืบหน้าตัวเองจริงๆ ครับ  เด็กม.ปลายห่าเหวอะไรวะโคตรหล่อเลย  พวกมันใส่รองเท้าแตะคีบและแต่งตัวไม่สมกับรถของพวกมันก็จริงแต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้พวกมันดูอุบาทว์เลย  ออกจะน่ารักด้วยซ้ำ  พวกนั้นใส่เสื้อยืดธรรมดากับกางเกงขาสั้นเท่าเข่า  บางคนก็ใส่กางเกงผ้าขายาว  ดูดีว่ะ!!

“พี่ลุกซ์ สวัสดีครับ” ไอ้เด็กหนึ่งในสี่คนนั้นโบกมือทักทายไอ้พี่ลุกซ์ก่อนจะเดินเข้ามาหา  เด็กคนนี้...หน้าตาแบบนี้เหมือนเคยเจอที่ไหน

“หวัดดี เอ้อ  นี่รุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย” ไอ้พี่ลุกซ์พูดพลางพยักพเยิดมาที่พวกผม  ไอ้เด็กสี่คนนั้นหันมามองก่อนจะไหว้สวัสดีทำเอาพวกผมรับไหว้แทบไม่ทัน  แบบว่า...ตะลึงกับความหล่อของพวกมันอยู่ครับ

“ไอ้นี่ชื่อขิมเป็นน้องไอ้ขลุ่ยมัน” ไอ้พี่ลุกซ์บอก  เอ้อ มิน่าล่ะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน  หน้าของไอ้เด็กขิมเหมือนพี่ขลุ่ยจริงๆ “ส่วนนั่นไอ้ดิน  ไอ้บอล แล้วก็ไอ้คิท” พี่ลุกซ์ชี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเด็กคนสุดท้าย  ไอ้คนสุดท้ายนี่แหละครับที่สะกดสายตาของผมแบบอยู่หมัด  มันเป็นคนแน่หรือ? มันไม่ใช่เทวดาใช่ไหม?  หน้านิ่งๆ แต่โคตรหล่อของมันทำให้ผมนึกถึงไอ้พี่ลัน  สองคนนี้มีสีหน้าเหมือนกันไม่มีผิด  หล่อแต่ชอบทำหน้าบูดเป็นตูดหมา  ตอนเด็กๆ แม่ไม่เคยสอนให้ยิ้มหรือไงวะ

“แล้วพวกพี่ๆ มากันหรือยังครับ?” ไอ้เด็กที่ชื่อขิมถาม  ดูจากลักษณะท่าทางอันแสนกวนตีนผมว่าไอ้เด็กนี่สมควรเป็นน้องไอ้พี่เสือจริงๆ

“อ้อ นั่น...มาพอดี” ไอ้พี่ลุกซ์มองไปที่ประตูทางเข้าก่อนจะชี้บอกเมื่อรถของไอ้พี่ลันกำลังเลี้ยวเข้ามา

“รถพี่ลันยังบาดใจผมเหมือนเดิม” ไอ้เด็กที่ชื่อดินพูดขึ้น  ตอนแรกผมนึกว่ามันประชดที่ไอ้พี่ลันขับรถบุโรทั่งแต่หน้ามันตอนพูดช่างดูปลาบปลื้มเสียจริง  อย่าบอกนะว่ามันชอบรถของไอ้พี่ลันตามที่พูดเมื่อกี้  ถ้ามึงชอบรถไอ้พี่ลันงั้นกูขอรถที่พวกมึงนั่งมาได้ไหม?  อยากได้อ่ะ!

พอรถไอ้พี่ลันมาจอดข้างรถพี่ลุกซ์เด็กที่ชื่อดินกับบอลก็ถลาแล่นลมไปหาทันที  พวกมันไปลูบๆ คลำๆ กระโปรงรถของไอ้ลันอย่างชอบใจ  รถของพวกมึงที่นั่งมาราคาตั้งหลายล้านไม่เห็นพวกมึงจะตื่นเต้นเลยแต่พวกมึงดันมาตื่นเต้นกับรถกระบะสีเขียวทึบๆ เนี่ยนะ

“พี่ลัน  เสียงเครื่องยนต์เร้าใจเป็นบ้าเลยอ่ะ” ไอ้เด็กที่ชื่อดินพูดหลังจากที่ไอ้พี่ลันลงมาจากรถ  เอ่อ...เร้าใจ? มึง...ไปผสมพันธุ์กับเสียงเครื่องยนต์หรือวะ?

“พอดีเพิ่งล้างเครื่องมา  ลองดูไหมล่ะ?” ไอ้พี่ลันถามพลางยื่นกุญแจรถให้

“ก็ดีครับ” ไอ้เด็กที่ชื่อบอลพยักหน้าก่อนจะรับกุญแจรถมาถือไว้  ชักจะงง  รถของไอ้พี่ลันมีดีอะไรวะครับ?

ไอ้เด็กพวกนั้นขึ้นไปนั่งบนรถโดยมีไอ้เด็กที่ชื่อบอลเป็นคนขับ  ลานจอดรถที่ตอนนี้โล่งว่างเพราะยังไม่ค่อยมีคนมา ถูกใช้เป็นสนามทดลองรถไปโดยปริยาย  เสียงเครื่องยนต์ดังครืนๆ ก่อนรถจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป  รถของพี่ลันขับหมุนวนรอบที่จอดรถหนึ่งรอบก่อนความเร็วจะเพิ่มขึ้น  ผมช็อคเมื่อรถของพี่ลันวิ่งเร็วมาก  พอถึงทางเลี้ยวเด็กคนนั้นกลับไม่ผ่อนความเร็วลงเลย  ชนแน่...ชนแน่ๆ

เอี๊ยดดดดดดด!!

จังหวะเข้าโค้งเสียงล้อเสียดสีกับพื้นถนนก็ดังหวีดหวิวเหมือนเสียงกรีดร้องก่อนรถของไอ้พี่ลันจะตวัดและไหลไปกับขอบกั้นรั้ว  เหี้ย!!! นี่มึงมาดริฟท์รถให้ดูกันสดๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ  โอ้พระเจ้า!! ทำได้ไงวะ?

พอดริฟท์หนึ่งรอบไอ้สองคนนั้นก็เปลี่ยนกันขับ  นี่พวกมึงดริฟท์รถเป็นยกแก๊งเลยหรือเปล่าเนี่ย?  พวกมึงเป็นเด็กมหัศจรรย์หรือเปล่า  นอกจากจะหล่อ รวยแล้วพวกมึงยังเจ๋งโคตรอีกด้วย  โอย...เด็กสมัยนี้...!

“อยากลองนั่งตอนดริฟท์ดูไหม?” เสียงเย็นๆ ดังขึ้นข้างหลังทำให้ผมสะดุ้งเฮือก!  ไอ้พี่ลันมาตั้งแต่ตอนไหนวะ?

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไม่พูดกับไอ้พี่ลัน  บอกไว้ก่อนเลยนะ  เห็นผมหน้าตาหล่อๆ(?) แบบนี้แต่ถ้าได้งอนใครผมงอนยาวเลยครับ

“นี่ยังไม่หายโกรธอีกหรือ?” ไอ้พี่ลันกระชากแขนผมจนแผ่นหลังผมปะทะกับร่างของไอ้พี่ลัน  ดีนะเนี่ยที่คนอื่นๆ เขากำลังสนใจรถจึงไม่มีใครสนใจว่าผมกับไอ้พี่ลันจะอยู่ในท่าที่ล่อแหลมแค่ไหน

“อย่ามาชวนคุยได้ไหม?!” ผมสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมก่อนจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อออกห่างจากไอ้พี่ลัน

“ทำไมนายโกรธฉันคนเดียวล่ะ  ไอ้ไทไอ้ขลุ่ยแล้วก็ไอ้ลุกซ์ก็แกล้งนายเหมือนกันทำไมไม่โกรธพวกมันบ้าง?” ไอ้พี่ลันดึงผมกลับไปที่เดิมก่อนจะถามอย่างไม่พอใจ

“ไม่รู้! เหม็นขี้หน้าพี่ว่ะ” ผมพูด   ที่ผมโกรธไอ้พี่ลันคนเดียวก็เพราะพี่ลันมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงก็เลยหาเรื่องแกล้งผม  คนอื่นๆ มันก็แกล้งไปตาประสารุ่นพี่ขี้แกล้งเท่านั้นแต่ไอ้พี่ลันไม่ใช่คนขี้แกล้งแต่กลับจ้องจะแกล้งแต่ผมแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน  สงสัยจะอยากให้ผมยอมแพ้แล้วไปขอมีอะไรด้วยเพื่อแลกกับการให้แกหยุดแกล้งล่ะมั้ง  ชั่วจริงๆ

“มันไม่แฟร์เลยนะ” ไอ้พี่ลันพูด

“ใช่! มันไม่แฟร์เลยนะที่พี่เอาแต่แกล้งผมคนเดียวแบบนี้” ผมหันไปมองไอ้พี่ลันด้วยสายตาก้าวร้าว  จำไว้เลย อย่าหวังว่าจะได้จิ้มกูถ้ายังเอาแต่แกล้งกูแบบนี้ เชอะ!!

“ก็มัน...สนุก” ไอ้พี่ลันอึกอักก่อนจะหลบสายตาผมและพูดขึ้น

“พี่สนุกแล้วผมสนุกด้วยไหม? พี่แกล้งผมเช้าเที่ยงเย็นจนผมอายแทบแทรกแผ่นดินหนี  เดินไปที่ไหนก็มีแต่คนล้อ” ผมบ่น  คนในคณะต่างก็คิดว่าผมเป็นคนที่ถูกพวกพี่หมั่นไส้จนบางทีผมก็ถูกคนอื่นๆ แกล้งเพราะคิดว่าถ้าพวกมันจัดการกับผมได้พวกพี่ปกครองก็จะชมพวกมัน  สรุปคือพวกนั้นมันอยากประจบพี่ปกครองและผม...ก็เป็นเครื่องมือของพวกมัน

“ที่ถูกล้อก็เพราะไอ้ลุกซ์มันเปลี่ยนเนื้อเพลงให้นายต่างหาก” พี่ลันพูด

“แล้วที่ผมต้องแหกปากร้องเพลงคันหูมันเป็นเพราะใครล่ะครับ!?!” ผมถามอย่างโมโห  ก่อนจะร้องเพลงคันหรรมผมก็ต้องร้องเพลงคันหูเพราะไอ้พี่ลันมันสั่ง  อีกอย่างถ้าผมไม่ได้ร้องเพลงคันหูไอ้พี่ลุกซ์คงไม่เปลี่ยนเนื้อเพลงให้ผมร้องหรอก  สรุปคือทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะพี่ลัน!!

“อ่า...” ไอ้พี่ลันยกมือขึ้นเกาท้ายทอย  ขอโทษกูสิวะ  จะอึกอักทำไม  ถ้ายอมขอโทษล่ะก็กูจะโดดจูบปากมึงทีหนึ่งเลยเอ้า  ขอโทษกูเซ่!! แล้วปฏิญาณด้วยว่าจะไม่พยายามจิ้มกู  พูดสิๆๆ

“ฮู้ว!! รถพี่เสียงดีมากเลย” ไอ้เด็กดินจอดรถก่อนจะถลาแล่นลมมาหาไอ้พี่ลัน  ผมกับไอ้พี่ลันจึงรีบผละออกจากกันทันที

มึงขัดจังหวะมากไอ้เด็กหน้าหล่อ!!  จะว่าไป...พอได้ยืนใกล้ๆ ไอ้พวกนี้ผมก็สำเหนียกได้ว่าผมตัวเตี้ยมาก  ไอ้เด็กพวกนี้สูงมากเลยครับ ยิ่งถ้าเป็นไอ้เด็กที่ชื่อว่าคิทที่ผมชอบแอบมองหน้ามันบ่อยๆ ยิ่งสูง  ผมว่าไอ้พี่ลันสูงมากแล้วนะ ไอ้เด็กนี่ยังสูงกว่าอีก  ผมว่ามันต้องสูงเกิน 190 cm แน่ๆ  มึงเป็นคนหรือตึกวะไอ้น้อง?



 

หลังจากดูโชว์ดริฟท์รถของไอ้เด็กเปรต(เพราะมันสูง)พวกนั้นเสร็จแล้วพวกเราก็ยกโขยงกันเข้ามาในผับที่ตอนนี้เด็กวิศวะนั่งดื่มกันประปรายเพราะตอนนี้มันยังไม่ค่ำมากคนจึงยังไม่ค่อยมา  ไอ้พี่ลุกซ์กับไอ้พี่ลันที่เดินนำขบวนถูกคนเข้ามาทักตั้งแต่ประตูร้านยันโต๊ะของพวกเรา  รู้สึกว่าตัวเองเด่นจริงๆ เวลาเดินไปกับไอ้พี่พวกนี้  แต่ความเด่นของผมมันไม่ได้เด่นในเรื่องดีน่ะสิ  การที่ผมที่ถูกคิดว่ามีเรื่องกับพี่ปกครองเดินมากับประธานปกครองแบบนี้คนอื่นๆ ต้องคิดแน่ๆ ว่าผมถูกลากมายำ  ที่จริงผมก็กลัวถูกลากมายำอยู่หรอกนะครับแต่วันนี้ท่าทางผมจะรอดเพราะไอ้พี่ลุกซ์ใช้ให้ผมกับเพื่อนๆ เป็นพี่เลี้ยงเด็ก

ผมเลือกที่นั่งในสุดของโต๊ะผมไม่อยากนั่งใกล้ไอ้พี่ลัน  พี่ลันกับพี่ลุกซ์น่ะจะต้องลุกออกจากโต๊ะบ่อยเนื่องจากเป็นประธานปกครองทำให้ทั้งสองคนนั้นต้องนั่งอยู่ด้านนอกสุด

ที่นั่งข้างผมยุบฮวบลงตามน้ำหนักที่กดทับผมจึงค่อยๆ หันไปมองด้านซ้ายของตัวเอง(ด้านขวาไอ้เมฆมันนั่ง)ก่อนจะแอบใจเต้นเบาๆ เมื่อไอ้คิทที่โคตรหล่อมานั่งข้างๆ  อ่า...หน้าหันข้างก็หล่อว่ะ  จมูกโด่งเหมือนฝรั่งเลยอ่ะ  อยากมีแบบนี้บ้างจัง  โอ๊ย!! ทำไมเด็กสมัยนี้มันหล่อจังวะ  มันแดกอะไรเป็นอาหารวะเนี่ย!?!

“ไง หวัดดี” ผมเนียนๆ ทักมันไป  เผื่อจะได้ถามเคล็ดลับความหล่อของมันไง

“ดีครับ” ไอ้เด็กคิทเอียงหน้าหรี่ตามองผมนิดๆ  ท่าทางมันหยิ่งมากครับพี่น้อง  แต่หยิ่งแล้วหล่อแบบนี้ผมให้อภัยนะ

“นายสูงเท่าไหร่?” ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับไอ้เด็กคิทนี่ดีจึงถามออกไป  มันสูงมากเลยอ่ะครับผมก็เลยอยากรู้ว่าสูงเท่าไหร่

“หา!?!” ไอ้เด็กคิทขมวดคิ้วก่นจะมองผมด้วยสายตาแปลกๆ  สงสัยการถามเรื่องส่วนสูงจะเป็นการเสียมารยาทแฮะ ดูสิ  มันทำหน้าไม่พอใจใหญ่เลย

“อะ...ฮะๆๆ เปล่า พี่พูดว่าพี่สูงเท่าไหล่น้องต่างหาก ฮ่าๆๆๆ” ผมหัวเราะแก้เก้อ  แอบยืมมุขของพี่เสือมาใช้  ไอ้เด็กนี่มันไปกินรังแตนที่ไหนมาวะเนี่ย  หน้าบูดเป็นตูดหมาเชียว  ผมคิดผิดใช่ไหมที่ไปชวนมันคุย

“193”

“หือ?” มันพูดอะไรของมันวะ?

“ผมสูง 193 เซนติเมตร” คำตอบของมันทำให้ผมแอบเบิกตากว้าง  สูงโคตรเลยว่ะ  ท่าทางแม่มึงจะ ทอด ต้ม ตุ๋น อบ เสาไฟฟ้าให้กินแต่เด็กใช่ไหม?  ไอ้หมอนี่มันน้องของเสาไฟฟ้าชัดๆ

“ทำไมสูงจังเลย  บอกหน่อยสิพี่ก็อยากสูงบ้าง” ผมพูด

“อย่างพี่น่ะนะ...ไปตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า” เฮือก!! ผมสะดุ้งกับคำพูดของมันจนแทบกลิ้งตกโซฟาเลยครับ  เห็นหน้านิ่งๆ แบบนี้แต่ปากร้ายฉิบหาย  คำพูดของไอ้เด็กคิทเมื่อครู่ทำให้เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มดังขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนของผมหรือพวกไอ้พี่เสือต่างก็มองผมด้วยสายตาสมเพชปนขำขันทั้งนั้น  อย่าให้ถึงทีกูหัวเราะเยาะพวกมึงนะเว้ย!! “ล้อเล่นน่ะ” ไอ้เด็กคิทพูดหน้านิ่งๆ ก่อนจะหันไปจิบเหล้า  หน้าตาของคนพูดเล่นมันเป็นแบบนี้หรือนี่?

จากนั้นผมก็ชวนมันคุยไปเรื่อยๆ มันกัดผมมาผมก็กัดคืน  ถ้าผมไม่ชวนมันคุยมันก็จะไม่เปิดปากแต่ถ้าผมถามอะไรไปมันก็ตอบหมด  อย่างเช่นที่มันสูงขนาดนี้เพราะเป็นกรรมพันธุ์และเพราะเล่นบาส


 

 ผมมองไอ้เด็กคิทที่กำลังยกเหล้าเข้าปากอย่างอึ้งๆ  ไอ้หมอนี่ดื่มเก่งมาก  มันไปอดอยากปากแห้งมาจากไหนวะ  หรือมึงคิดว่าเหล้าเป็นน้ำเปล่า!?!  เมื่อกี้ยังแค่ดื่มแบบจิบๆ แต่พอหายไปคุยโทรศัพท์มาไอ้เด็กนี่ก็มีท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงก่อนจะกรอกเหล้าคงคอไม่ยั้งมือ  กูปรับอารมณ์ตามมึงไม่ทันนะครับไอ้หล่อ

“คิท เป็นอะไร  ดื่มเยอะไปแล้วนะ?” ผมทำใจกล้าถามออกไป  หน้าตามันตอนนี้ทำให้ผมกลัวจริงๆ ว่าถ้าเกิดผมพูดอะไรไม่เข้าหูมันผมอาจจะถูกลากไปฆ่าหมกส้วมก็ได้

“ผม...อกหัก” ไอ้คิทวางแก้วลงก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับ  เหี้ย!! หนังหน้าอย่างมึงยังกล้าอกหักแล้วหนังหน้าอย่างกูจะไปจีบใ